วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

เสียงร้องจากฝั่งโพ้นทะเลของบุรุษจากสวรรค์


เสียงร้องจากฝั่งโพ้นทะเลของบุรุษจากสวรรค์

การอัศจรรย์ครั้งแรกของครอบครัว
      ผมอายุ 16 ปี ในปี 1974 การปฎิวัติวัฒนธรรมยังคงแพร่ระบาดไปทั่วทั้งแผ่นดินจีน เวลานั้น พ่อของผมกำลังป่วย ท่านทุกข์ทรมานจากโรคหอบหืดขั้นรุนแรง ซึ่งพัฒนาไปเป็นมะเร็งปอด แล้วมะเร็งนั้น ก็ลามเข้าสู่กระเพาะอาหาร แพทย์บอกผมว่า โรคของท่านไม่สามารถรักษาให้หายได้ และท่านคงต้องตายในไม่ช้า และบอกแม่ของผมว่า "สามีคุณหมดหวังแล้ว กลับไปบ้านและเตรียมรับการจากไปของเขาดีกว่า"
      ทุกๆ คืน พ่อผมจะนอนอยู่บนเตียง แทบจะหายใจไม่ไหว ด้วยความที่ท่านเป็นคน เชื่ออะไรงมงายมาก ท่านจึงขอร้องเพื่อนบ้าน ให้ไปรับนักบวชลัทธิเต๋า มาขับไล่ผี ออกจากตัวท่าน เพราะท่านเชื่อว่า ความเจ็บป่วยนั้น เกิดจากการทำให้ผีไม่พอใจ   ความเจ็บป่วยของพ่อ ดูดเอาเงินทอง ทรัพย์สมบัติ และเรี่ยวแรงของเรา ไปจนหมดเกลี้ยง เนื่องจากเรายากจน ผมจึงไม่สามารถไปโรงเรียนได้ จนกระทั่งอายุ 9 ขวบ แต่แล้วเมื่ออายุได้ 16 ปี ผมก็ต้องเลิกเรียน เพราะโรคมะเร็งของพ่อ ผมกับพี่น้องชายหญิง จำเป็นต้องขออาหาร จากเพื่อนบ้าน และเพื่อนฝูง เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด
Description: Book of Heavenly Man
      เราหวังว่าอาการของพ่อจะดีขึ้น แต่มันกลับแย่ลง แม่ของผมต้องเผชิญความกดดันอย่างหนัก เพราะตกอยู่ ในความเสี่ยงที่จะต้องเลี้ยงลูก 5 คน ด้วยตัวคนเดียว ท่านไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา หากพ่อเสียชีวิตลง สิ่งต่างๆ ดูสิ้นหวัง จนแม่แทบถึงกับคิดฆ่าตัวตาย   คืนหนึ่ง ขณะที่แม่นอน ครึ่งหลับครึ่งตื่น จู่ๆ ท่านก็ได้ยินเสียง อันอ่อนโยนและชัดเจน เสียงที่เต็มไปด้วยความปรานีนั้นกล่าวว่า "พระเยซูรักเธอ" ท่านจึงคุกเข่าลงบนพื้น กลับใจจากความผิดบาปของตน ด้วยน้ำตานองหน้า และกลับมาถวายชีวิต แด่พระเยซูคริสต์เจ้าอีกครั้ง เช่นเดียวกับ บุตรน้อยหลงหาย แม่ของผม ได้กลับบ้านมาหาพระเจ้าอีกครั้ง
      แม่เรียกสมาชิกในครอบครัวมาอธิษฐานต่อพระเยซูทันที แม่บอกพวกเราว่า "พระเยซู เป็นความหวังเดียว ที่จะช่วยพ่อได้" พวกเราทุกคน จึงถวายชีวิตแด่พระเจ้า เมื่อได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วเราก็วางมือบนตัวพ่อ และตลอดคืนนั้น เราได้ร้องทูลขอ ด้วยคำอธิษฐานง่ายๆ ว่า "พระเยซู โปรดรักษาพ่อ พระเยซู โปรดรักษาพ่อ" เช้าวันต่อมา พ่อรู้สึกว่า อาการของท่านดีขึ้นมาก เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ที่พ่อรู้สึกอยากอาหาร ภายใน 1 สัปดาห์ ท่านก็หายสนิท และไม่มีร่องรอยของมะเร็ง หลงเหลืออยู่เลย นี่คือการอัศจรรย์ อันยิ่งใหญ่จากพระเจ้า
      เกิดการฟื้นฟูในครอบครัวของเรา และชีวิตของเรา ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรงพลัง จนวันนี้ หลังจากเกือบ 30 ปี ที่พระเยซู ทรงรักษาพ่อของผม ลูกๆ ทั้ง 5 คนของพ่อ ก็ยังคงดำเนินชีวิต ติดตาม พระเจ้าตลอดมา   พ่อแม่ของผม ต่างซาบซึ้งต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ จนท่านทั้งสอง ปรารถนาที่จะแบ่งปัน ข่าวประเสริฐ กับทุกๆ คนในหมู่บ้านทันที ในสมัยนั้น การชุมนุมหรือการรวมตัวกัน ในที่สาธารณะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่พ่อแม่ผม กลับมีแผนการ ท่านให้ลูกๆ ไปเชิญญาติๆ และเพื่อนฝูงมาที่บ้านของเรา
      ผู้คนมาที่บ้านของเราโดยไม่ทราบเหตุผลที่พวกเขาถูกเรียกให้มา หลายคนเชื่อว่า พ่อเสียชีวิตแล้ว พวกเขาจึงแต่งชุดงานศพมา ทุกคนต่างประหลาดใจ เมื่อเห็นพ่อมาทักทายพวกเขา ที่หน้าประตู และเห็นได้ชัด ว่าท่านสุขภาพแข็งแรงดี เมื่อญาติและเพื่อนๆ ของเรา มากันครบทุกคนแล้ว พ่อกับแม่ก็เรียกพวกเขา เข้ามาในบ้าน พวกท่านปิดประตูและหน้าต่างลงกลอน และอธิบายถึงเรื่องที่พ่อได้รับการรักษา จนหายสนิทด้วยการอธิษฐาน ต่อพระเยซู ญาติและเพื่อนๆ ของเราทุกคน ต่างคุกเข่าลงบนพื้น และยอมรับพระเยซูให้เป็นพระเจ้า และเป็นเจ้านาย ด้วยความปลาบปลื้มใจ

การต่อสู้กับโลกฝ่ายวิญญาณเพื่อให้ได้มาซึ่งพระวจนะ
      ในตอนแรก ผมไม่รู้หรอกว่า จริงๆ แล้ว พระเยซูคือใคร แต่ผมได้เห็นพระองค์ ทรงรักษาพ่อของผม และปลดปล่อยครอบครัวของเรา ผมจึงถวายตัวแด่พระเจ้า ด้วยความมั่นใจ ในฐานะที่พระองค์ ทรงรักษาพ่อ และทรงช่วยเราให้รอด ในช่วงเวลาดังกล่าว ผมมักจะถามแม่อยู่บ่อยครั้งว่า แท้ที่จริงแล้ว พระเยซูคือใคร แม่ตอบว่า "พระเยซู คือ พระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อพวกเรา เพื่อยก ความผิดบาป และความเจ็บป่วยของเราไป พระองค์ทรงบันทึกคำสอนทั้งหมด ไว้ในพระคัมภีร์" ผมถามต่อ ว่า ยังพอมีคำสอน ของพระเยซู หลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ที่ผมจะสามารถอ่านได้ด้วยตนเอง แม่ตอบว่า "ไม่มีแล้ว คำสอนของพระองค์ สูญไปหมดแล้ว" ในช่วงเวลานั้น มีการปฎิวัติวัฒนธรรม และไม่มีพระคัมภีร์ให้พบเห็นเลย
      นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็ปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะมีพระคัมภีร์เป็นของตนเอง ผมสอบถามแม่ และญาติพี่น้อง คริสเตียน ว่าพระคัมภีร์มีลักษณะอย่างไร แต่ไม่มีใครทราบเลย มีอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเคยเห็นบางส่วนของพระคัมภีร์ ที่คัดลอกด้วยมือ และเนื้อเพลงสรรเสริญ แต่ไม่เคยเห็นพระคัมภีร์ทั้งเล่ม มีเพียงผู้เชื่อสูงอายุ 2-3 คน ที่พอจะ นึกภาพพระคัมภีร์ ที่เขาเคยเห็น เมื่อหลายปีที่แล้ว พระวจนะของพระเจ้า ช่างขาดแคลนเหลือเกินในแผ่นดินนี้
      ผมหิวกระหายพระคัมภีร์มาก และเมื่อแม่เห็นความทุรนทุรายของผม แม่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า มีชายชราคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในอีกหมู่บ้าน ชายชราคนนี้ เคยเป็นศิษยาภิบาล ก่อนที่จะเกิดการปฎิวัติขึ้น เราสองคนแม่ลูก จึงได้ออกเดินเท้า เป็นระยะทางไกล เพื่อไปที่บ้านชายชราคนนั้น เมื่อเราพบเขา เราก็บอกกับเขาว่า "เราปรารถนา ที่จะได้เห็นพระคัมภีร์ ท่านมีสักเล่มไหมครับ" ชายชราแสดงท่าทางหวาดกลัวทันที ชายคนนี้ เคยติดคุก เพราะความเชื่อ เป็นเวลาเกือบ 20 ปี เขามองผม และเห็นว่าผมยังเด็กและยากจน สวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ และไม่มีรองเท้า เขาจึงเกิดความสงสาร แต่ก็ยังไม่อยากให้ผมดูพระคัมภีร์ของตน
      ผมไม่โทษเขาเลยสักนิด เพราะในช่วงนั้น มีพระคัมภีร์อยู่เพียงน้อยนิดในประเทศจีน ผู้คนไม่ได้รับอนุญาต ให้อ่านหนังสือใดๆ นอกจากหนังสือปกแดงเล่มเล็กของเหมา ถ้าใครถูกจับได้ พร้อมกับพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ก็ จะถูกเผา และเจ้าของพระคัมภีร์กับครอบครัว จะถูกเฆี่ยนตี อย่างหนักหน่วง ที่กลางหมู่บ้าน ศิษยาภิบาลชราผู้นี้ แค่บอกผมว่า "พระคัมภีร์ เป็นหนังสือจากสวรรค์ ถ้าเธออยากได้สักเล่ม เธอก็ต้องอธิษฐาน ต่อพระเจ้า แห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์เท่านั้น ที่จะทรงจัดเตรียม หนังสือจากสวรรค์ ให้เธอได้ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ตอบคำอธิษฐาน ของผู้ที่แสดงหาพระองค์ อย่างสุดจิตสุดใจเสมอ" ผมเชื่อคำตอบของศิษยาภิบาลผู้นี้ อย่างสุดใจ พอกลับมาถึงบ้าน ผมก็ยกก้อนหินเข้ามาในห้อง เอาไว้คุกเข่าลงอธิษฐาน ทุกๆ ค่ำ ผมอธิษฐาน อย่างง่ายๆ เพียงประโยคเดียว "ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานพระคัมภีร์แก่ข้าพระองค์ด้วย อาเมน" ในเวลานั้น ผมไม่รู้วิธีอธิษฐาน แต่ผมก็อธิษฐานแบบนั้น อยู่นานกว่าหนึ่งเดือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระคัมภีร์ไม่ปรากฎ!!
      ผมกลับไปที่บ้านศิษยาภิบาลชราอีกครั้ง คราวนี้ไปคนเดียว ผมบอกเขาว่า "ผมอธิษฐานต่อพระเจ้า ตามที่ท่าน แนะนำแล้ว แต่ผมยังไม่ได้พระคัมภีร์ ที่ผมต้องการเหลือเกิน ได้โปรดให้ผมได้ดูพระคัมภีร์ของท่านเถอะ แค่ดู แวบเดียว ผมก็พอใจแล้วครับ ผมไม่แตะพระคัมภีร์ ของท่านก็ได้ ท่านถือเอาไว้และผมแค่ดูอย่างเดียว และถ้าผม ได้คัดลอกบางส่วน ของคำสอนนั้นด้วย ผมก็จะกลับบ้านอย่างมีความสุข" ศิษยาภิบาลชรา มองเห็น ความกระวน กระวายในใจผม เขาบอกผมอีกครั้งว่า "ถ้าเธอจริงจังเรื่องนี้ เธอแค่คุกเข่าอธิษฐานต่อพระเจ้า ก็ยัง ไม่พอ เธอควรจะอดอาหาร และร้องคร่ำครวญ ยิ่งเธอร้องคร่ำครวญมากเท่าไหร่ เธอก็จะได้พระคัมภีร์เร็วขึ้นเท่านั้น"
      ผมกลับไปบ้าน และทุกๆ เช้าจนถึงบ่าย ผมจะไม่กินหรือดื่มอะไรเลย ทุกๆ เย็น ผมจะทานแค่ข้าวถ้วยเล็กๆ ผมร้องไห้เหมือนเด็กน้อย ที่หิวโหย ร้องเรียกพระบิดาในสวรรค์ เพราะปรารถนาจะได้รับ การเติมเต็มด้วยพระวจนะ ของพระองค์ ผมอธิษฐานขอพระคัมภีร์ต่อไปอีก 100 วัน จนกระทั่งผมทนต่อไปไม่ไหว พ่อกับแม่ต่างแน่ใจว่า ผมเสียสติไปแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไป หลังผ่านมาหลายปี ผมคงจะกล่าวได้ว่า ประสบการณ์ทั้งหมด ในครั้งนั้น เป็นสิ่งที่ยากเข็ญที่สุด ที่ผมเคยประสบมา
      และแล้วจู่ๆ ในเช้าวันหนึ่ง ประมาณตีสี่ หลังจากอ้อนวอนพระเจ้า ให้ตอบคำอธิษฐานอยู่หลายเดือน ผมก็ได้รับ นิมิต จากพระองค์ ขณะกำลังคุกเข่าอยู่ข้างเตียง ในนิมิตนั้น ผมกำลัง เดินขึ้นเนินเขาสูงชัน พยายามจะดันเกวียน ที่หนักอึ้ง ให้เคลื่อนไปข้างหน้า ผมกำลัง มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน ซึ่งผมตั้งใจจะไป ขออาหารให้ครอบครัว ผมดิ้นรน อย่างหนัก เพราะในนิมิตนั้น ผมกำลังหิว และอ่อนเพลีย จากการอดอาหาร อธิษฐานยาวนาน และเกวียนเก่าเล่มนั้น ก็กำลังจะไหลกลับลงมาทับผม   แล้วผมก็เห็นชาย 3 คน เดินสวนทางลงมาจากยอดเขา ชายชราใจดีที่มีเครายาว กำลังลากเกวียนเล่มใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยขนมปังใหม่ ชายอีก 2 คน เดินอยู่คนละฟากของเกวียน เมื่อชายชรา คนนั้นมองเห็นผม เขารู้สึกสงสารผมมาก และได้แสดงความเมตตา เขาถามว่า "เธอหิวไหม" ผมตอบว่า "หิวครับ ผมไม่มีอะไรจะกิน และกำลังเดินทาง ไปหาอาหารให้ครอบครัว" ผมร้องไห้โฮ เพราะครอบครัวของผมนั้น ยากจนเหลือเกิน ความเจ็บป่วยของพ่อ ทำให้เราต้องขายของ ที่มีค่าทุกอย่าง เพื่อซึ้อยารักษาโรค เรามีอาหาร กินน้อยมาก และเป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่เราจำต้องขออาหารจากเพื่อนบ้าน เมื่อชายชราถามว่า ผมหิวหรือเปล่า ผมจึงอดร้องไห้ออกมาไม่ได้ ผมไม่เคยได้สัมผัสความรักอันแท้จริง และความเมตตาเช่นนี้ จากผู้ใดมาก่อน 
      ในนิมิตนั้น ชายชราหยิบถุงสีแดง บรรจุขนมปังออกมาจากรถลาก และบอกให้คนใช้ 2 คนนั้น นำมาให้ผม ชายชรากล่าวว่า "
เธอต้องกินทันทีนะ" ผมแกะห่อออก และเห็นขนมปังอบใหม่อยู่ในนั้น พอผมหยิบเข้าปาก ขนมปังนั้นก็กลายเป็นพระคัมภีร์ทันที ในนิมิตนั้น ผมคุกเข่าลง โดยมีพระคัมภีร์ในมือ และร้องขอบคุณพระเจ้าว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระนามของพระองค์ สมควรแก่การสรรเสริญ พระองค์ไม่ได้เพิกเฉย ต่อคำอธิษฐานของข้า พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์ ได้รับพระคัมภีร์เล่มนี้ ข้าพระองค์ อยากจะรับใช้พระองค์ ไปจนตลอดชีวิต"
      ผมตื่นขึ้น และเริ่มค้นหาพระคัมภีร์ไปทั่วบ้าน คนอื่นๆ ในครอบครัวยังคงหลับอยู่ นิมิตนั้นดูสมจริงสมจัง สำหรับผมมาก ดังนั้น เมื่อผมตระหนักว่า มันเป็นเพียงความฝัน ผมจึงรู้สึกปวดร้าวลึกๆ ในใจ จนต้องร้องไห้เสียงดัง พ่อกับแม่รุดมาที่ห้องผม เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านทั้ง 2 คิดว่าผมเสียสติไปแล้ว เพราะการอดอาหารอธิษฐาน ผมบอกท่านเรื่องนิมิตที่ผมเห็น แต่ผมเล่ามากเท่าไหร่ พวกท่านก็ยิ่งรู้สึกว่า ผมบ้ามากขึ้นเท่านั้น แม่บอกว่า "นี่ไม่ทันจะเช้าเลย แล้วไม่มีใครมาบ้านของเราด้วย ประตูบ้านก็ยังปิดสนิท" พ่อกอดผมแน่น ท่านอธิษฐาน ต่อพระเจ้า ด้วยน้ำตานองหน้า "ข้าแต่พระเจ้าที่รัก โปรดเมตตาลูกชายข้าพระองค์ด้วย อย่าปล่อยให้เขา ต้องเสียสติเลย ข้าพระองค์เต็มใจจะยอมเจ็บป่วยอีกครั้ง ถ้ามันจะสามารถช่วยไม่ให้เขากลายเป็นบ้าได้ โปรดประทานพระคัมภีร์ แก่ลูกชายข้าพระองค์ด้วยเถิด" ทั้งพ่อ แม่ และผมคุกเข่าลง และจับมือร้องทูลขอด้วยกัน
      ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ และมีเสียงอันอ่อนโยนเรียกชื่อผม ผมรีบไปที่ประตูและถามว่า "คุณเอาขนมปังมาให้ผมใช่ไหมครับ" เสียงที่อ่อนโยนนั้นตอบกลับมาว่า "ใช่ เรามีขนมปังจากงานเลี้ยงมาให้เธอ" ผมจำเสียงนั้นได้ทันที เป็นเสียงเดียวกัน กับที่ผมได้ยินในนิมิต ผมรีบเปิดประตู และที่นั่น มีชายหนุ่ม 2 คน ที่ผมเห็นในนิมิต ยืนอยู่ คนหนึ่งถือถุงสีแดงอยู่ในมือ หัวใจของผมเต้นแรง ขณะเปิดถุงใบนั้นออก และสิ่งที่ผม ได้ถือไว้ในมือทั้ง 2 ข้าง ก็คือพระคัมภีร์ของผมนั่นเอง!!
      ชาย 2 คนนั้น จากไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ข้างนอกยังมืดอยู่ ผมกอดพระคัมภีร์ไว้แนบอก และทรุดตัวคุกเข่าลง นอกประตูบ้าน ผมขอบคุณพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ให้สัญญากับพระเยซูว่า นับแต่นี้เป็นต้นไป ผมจะดื่มกิน พระวจนะของพระองค์ เหมือนกับเด็กที่หิวโหย   ภายหลัง ผมได้ทราบชื่อชาย 2 คนนั้น คนหนึ่งชื่อพี่หวัง และ อีกคนชื่อพี่ซ่ง ทั้งคู่มาจากหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไป พวกเขาเล่าให้ผมฟัง ถึงเรื่องผู้ประกาศพระกิตติคุณคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยพบมาก่อน ผู้ประกาศคนนี้ เคยถูกทรมานอย่างแสนสาหัส เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ในช่วงปฎิวัติ วัฒนธรรม และเกือบเสียชีวิตระหว่างถูกทรมาน
      ก่อนที่ผมจะได้รับพระคัมภีร์ ประมาณ 3 เดือน ผู้ประกาศคนนี้ ได้รับนิมิตจากพระเจ้า พระองค์ทรงสำแดง ให้เห็นว่า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งพระเจ้าจะประทานพระคัมภีร์ให้ ในนิมิตนั้น เขาได้เห็นบ้านของเรา รวมทั้งที่ตั้ง ของหมู่บ้าน   เช่นเดียวกับคริสเตียนทั่วไปในเวลานั้น เขาได้ซ่อนพระคัมภีร์ของตนไว้ในกระป๋อง และฝังไว้ลึก ใต้พื้นดิน โดยหวังใจว่า สักวันหนึ่ง เขาคงจะได้ขุดกระป๋องใบนั้นขึ้นมา และสามารถอ่านพระคัมภีร์ ได้อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้เขาได้รับนิมิต แต่เขายังต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน ทีเดียว ก่อนจะตัดสินใจ ทำสิ่งที่พระเจ้า ทรงบัญชา เขาขอร้องให้พี่น้องคริสเตียน 2 คนนี้ นำพระคัมภีร์มามอบให้ผม และพี่น้องทั้ง 2 ก็เดินเท้า มาตลอดทั้งคืน จนถึงบ้านของผม
      นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็อธิษฐานต่อพระเยซู ด้วยคำอธิษฐานที่เปี่ยมล้นด้วยความเชื่อ ผมเชื่ออย่างสุดใจ ว่าถ้อยคำในพระคัมภีร์ คือคำที่พระเจ้าตรัสแก่ผมโดยตรง ผมถือพระคัมภีร์ไว้ตลอดเวลา แม้แต่เวลานอน ผมก็จะวางพระคัมภีร์ไว้บนอก ผมดื่มกินคำสอนในพระคัมภีร์ ราวกับเด็กน้อยที่หิวโหย นี่คือของขวัญ ชิ้นแรก ที่ผมได้รับจากพระเจ้า ผ่านทางการอธิษฐาน

คำแนะนำจากเว็บมาสเตอร์
      หลังจากที่รออ่านต่อจากพี่สาวมานานหลายเดือน เมื่อคืนวันพุธที่ 18 พฤษภาคม ได้รับต่อด้วยอารมณ์ที่เซ็ง เพราะส่วนตัว ซื้อหนังสือมากองไว้เยอะมาก และคิดว่าไม่ว่างจะอ่านหนังสือเล่มใดๆ แล้ว แต่คืนนั้น ก่อนจะนอน พระเจ้าเร้าใจให้หยิบเล่มนี้ออกมาอ่าน ทั้งที่เป็นเวลาจะตี 2 แล้ว แต่ขอบอกว่า "วางไม่ลงเลยจริงๆ"
      วันนี้ (May 19th, 2005) จึงตั้งใจว่าจะพิมพ์ตัวอย่างของส่วนแรก ให้ผู้อ่านท่านอื่น ได้มีโอกาสสัมผัส กับ ความรักของพระเจ้า ที่มีต่อคุณหยุน หลิวเจิ้นยิง ผู้รับใช้พระเจ้าในประเทศจีน ถ้าคริสเตียนอ่านแล้ว ต้องร้องไห้ แน่นอน เพราะคุณหยุน ได้เผชิญกับความยากลำบาก นานัปประการ นอกจากตัวอย่างเรื่อง พระคัมภีร์ที่คนกระหาย อยากอ่าน แต่ขาดแคลนแล้ว ยังมีการจำกัดเสรีภาพ ในความเชื่อ การห้ามเผยแพร่ข่าวประเสริฐ การทำร้ายร่างกาย และประหารชีวิตคริสเตียน ชาวจีน เหมือนยุคของอัครทูต มีการกล่าวร้าย ยัดข้อหาเป็นอาชญากรตัวฉกาจ เพียงเพราะแบ่งปันเรื่องราวความรัก องค์พระเยซูคริสต์เจ้า
      คุณหยุน ถูกเรียกว่าบุรุษจากสวรรค์ (The Heavenly Man) ตามชื่อหนังสือ เพราะว่าครั้งหนึ่ง ท่านแกล้งเสียสติ บอกว่าท่านเป็นคนของสวรรค์ ไม่ใช่คน ของโลกนี้ เพื่อส่งสัญญาณเตือนคริสเตียน คนอื่นในบริเวณใกล้เคียง ให้หลบหนี เจ้าหน้าที่ ซึ่งตามจับกุมคริสเตียนที่ประชุม ร้องเพลง สรรเสริญพระเจ้า นั่นเป็นช่วงเวลา ที่ท่านเผชิญ ความตาย และเข้าสู่เรือนจำ สุดจะโหดเหี้ยม ด้วยจิตใจเยี่ยงสัตว์ ของมนุษย์หลายคน
      ในตอนหนึ่ง คุณหยุน ต้องอดอาหารอยู่ในคุกมากกว่า 74 วัน โดยไม่ดื่ม หรือกินอะไรเลย ท่านยอมทนทุกข์ ในจุดที่ต่ำและยากลำบากที่สุด เพื่อแลกกับ การเปิดเผยข้อมูล ของพี่น้องคริสเตียนท่านอื่น, ท่านบินไปเยอรมัน โดยการ ทรงนำของพระเจ้าตลอดทาง ท่านถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ รับไปอีกที่ อย่างรวดเร็ว เหมือนฟิลิป ในหนังสือ กิจการฯ ท่านถูกขัดขวางนิมิต เหมือนในหนังสือดาเนียล ... ขอให้เราช่วยกันอธิษฐานเผื่อประเทศจีน ที่พระกิตติคุณ กำลังแผ่ขยายอย่างไม่หยุดด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศไทยของเรา
Description: Book of Heavenly Man
      ยังมีนิมิตและการอัศจรรย์อีกมากมาย ที่เกิดขึ้นกับคุณหยุนในหนังสือเล่มนี้ ขอให้พี่น้องคริสเตียน ได้มีโอกาสอ่านเถอะค่ะ เพราะเป็นเรื่องราวของชีวิตคริสเตียนที่แท้จริง และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพื่อจุดไฟในใจของคนต่างแผ่นดิน ว่าประเทศเรา ยังมีอิสระเสรี และช่องทางในการนำความรอดอีกมากมาย หาซื้อได้ตามร้านหนังสือ (คริสเตียน) ทั่วไป ..... ขอพระเจ้าทรงเติมเต็มท่าน ให้ล้นด้วยไฟพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมีหัวใจที่เอ่อไปด้วยความรัก ออกไปนำคนให้มาถึงที่รอด แก่เพื่อนร่วมประเทศไทยด้วยเถิด ... อาเมน
Description: Brother Yun       Description: Yun in German
คุณหยุนในปัจจุบัน เดินทางแบ่งปันพระกิตติคุณทางยุโรป และอเมริกา
อ่านเรื่องย่อทั้งเล่มได้ที่นี่ http://www.crossroad.to/
คัดลอกบางส่วน จากหนังสือ บุรุษจากสวรรค์     
พอล แฮททาเวย์ เขียนจากปากของหยุน    
 
พรเทพ คัดสุระ แปลและเรียบเรียง    
 
สำนักพิมพ์ กนกบรรณสาร
เสียงร้องจากฝั่งโพ้นทะเลของบุรุษจากสวรรค์

การอัศจรรย์ครั้งแรกของครอบครัว
      ผมอายุ 16 ปี ในปี 1974 การปฎิวัติวัฒนธรรมยังคงแพร่ระบาดไปทั่วทั้งแผ่นดินจีน เวลานั้น พ่อของผมกำลังป่วย ท่านทุกข์ทรมานจากโรคหอบหืดขั้นรุนแรง ซึ่งพัฒนาไปเป็นมะเร็งปอด แล้วมะเร็งนั้น ก็ลามเข้าสู่กระเพาะอาหาร แพทย์บอกผมว่า โรคของท่านไม่สามารถรักษาให้หายได้ และท่านคงต้องตายในไม่ช้า และบอกแม่ของผมว่า "สามีคุณหมดหวังแล้ว กลับไปบ้านและเตรียมรับการจากไปของเขาดีกว่า"
      ทุกๆ คืน พ่อผมจะนอนอยู่บนเตียง แทบจะหายใจไม่ไหว ด้วยความที่ท่านเป็นคน เชื่ออะไรงมงายมาก ท่านจึงขอร้องเพื่อนบ้าน ให้ไปรับนักบวชลัทธิเต๋า มาขับไล่ผี ออกจากตัวท่าน เพราะท่านเชื่อว่า ความเจ็บป่วยนั้น เกิดจากการทำให้ผีไม่พอใจ   ความเจ็บป่วยของพ่อ ดูดเอาเงินทอง ทรัพย์สมบัติ และเรี่ยวแรงของเรา ไปจนหมดเกลี้ยง เนื่องจากเรายากจน ผมจึงไม่สามารถไปโรงเรียนได้ จนกระทั่งอายุ 9 ขวบ แต่แล้วเมื่ออายุได้ 16 ปี ผมก็ต้องเลิกเรียน เพราะโรคมะเร็งของพ่อ ผมกับพี่น้องชายหญิง จำเป็นต้องขออาหาร จากเพื่อนบ้าน และเพื่อนฝูง เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด
Description: Book of Heavenly Man
      เราหวังว่าอาการของพ่อจะดีขึ้น แต่มันกลับแย่ลง แม่ของผมต้องเผชิญความกดดันอย่างหนัก เพราะตกอยู่ ในความเสี่ยงที่จะต้องเลี้ยงลูก 5 คน ด้วยตัวคนเดียว ท่านไม่รู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับพวกเรา หากพ่อเสียชีวิตลง สิ่งต่างๆ ดูสิ้นหวัง จนแม่แทบถึงกับคิดฆ่าตัวตาย   คืนหนึ่ง ขณะที่แม่นอน ครึ่งหลับครึ่งตื่น จู่ๆ ท่านก็ได้ยินเสียง อันอ่อนโยนและชัดเจน เสียงที่เต็มไปด้วยความปรานีนั้นกล่าวว่า "พระเยซูรักเธอ" ท่านจึงคุกเข่าลงบนพื้น กลับใจจากความผิดบาปของตน ด้วยน้ำตานองหน้า และกลับมาถวายชีวิต แด่พระเยซูคริสต์เจ้าอีกครั้ง เช่นเดียวกับ บุตรน้อยหลงหาย แม่ของผม ได้กลับบ้านมาหาพระเจ้าอีกครั้ง
      แม่เรียกสมาชิกในครอบครัวมาอธิษฐานต่อพระเยซูทันที แม่บอกพวกเราว่า "พระเยซู เป็นความหวังเดียว ที่จะช่วยพ่อได้" พวกเราทุกคน จึงถวายชีวิตแด่พระเจ้า เมื่อได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วเราก็วางมือบนตัวพ่อ และตลอดคืนนั้น เราได้ร้องทูลขอ ด้วยคำอธิษฐานง่ายๆ ว่า "พระเยซู โปรดรักษาพ่อ พระเยซู โปรดรักษาพ่อ" เช้าวันต่อมา พ่อรู้สึกว่า อาการของท่านดีขึ้นมาก เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ที่พ่อรู้สึกอยากอาหาร ภายใน 1 สัปดาห์ ท่านก็หายสนิท และไม่มีร่องรอยของมะเร็ง หลงเหลืออยู่เลย นี่คือการอัศจรรย์ อันยิ่งใหญ่จากพระเจ้า
      เกิดการฟื้นฟูในครอบครัวของเรา และชีวิตของเรา ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันช่างเป็นช่วงเวลาที่ทรงพลัง จนวันนี้ หลังจากเกือบ 30 ปี ที่พระเยซู ทรงรักษาพ่อของผม ลูกๆ ทั้ง 5 คนของพ่อ ก็ยังคงดำเนินชีวิต ติดตาม พระเจ้าตลอดมา   พ่อแม่ของผม ต่างซาบซึ้งต่อสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ จนท่านทั้งสอง ปรารถนาที่จะแบ่งปัน ข่าวประเสริฐ กับทุกๆ คนในหมู่บ้านทันที ในสมัยนั้น การชุมนุมหรือการรวมตัวกัน ในที่สาธารณะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่พ่อแม่ผม กลับมีแผนการ ท่านให้ลูกๆ ไปเชิญญาติๆ และเพื่อนฝูงมาที่บ้านของเรา
      ผู้คนมาที่บ้านของเราโดยไม่ทราบเหตุผลที่พวกเขาถูกเรียกให้มา หลายคนเชื่อว่า พ่อเสียชีวิตแล้ว พวกเขาจึงแต่งชุดงานศพมา ทุกคนต่างประหลาดใจ เมื่อเห็นพ่อมาทักทายพวกเขา ที่หน้าประตู และเห็นได้ชัด ว่าท่านสุขภาพแข็งแรงดี เมื่อญาติและเพื่อนๆ ของเรา มากันครบทุกคนแล้ว พ่อกับแม่ก็เรียกพวกเขา เข้ามาในบ้าน พวกท่านปิดประตูและหน้าต่างลงกลอน และอธิบายถึงเรื่องที่พ่อได้รับการรักษา จนหายสนิทด้วยการอธิษฐาน ต่อพระเยซู ญาติและเพื่อนๆ ของเราทุกคน ต่างคุกเข่าลงบนพื้น และยอมรับพระเยซูให้เป็นพระเจ้า และเป็นเจ้านาย ด้วยความปลาบปลื้มใจ

การต่อสู้กับโลกฝ่ายวิญญาณเพื่อให้ได้มาซึ่งพระวจนะ
      ในตอนแรก ผมไม่รู้หรอกว่า จริงๆ แล้ว พระเยซูคือใคร แต่ผมได้เห็นพระองค์ ทรงรักษาพ่อของผม และปลดปล่อยครอบครัวของเรา ผมจึงถวายตัวแด่พระเจ้า ด้วยความมั่นใจ ในฐานะที่พระองค์ ทรงรักษาพ่อ และทรงช่วยเราให้รอด ในช่วงเวลาดังกล่าว ผมมักจะถามแม่อยู่บ่อยครั้งว่า แท้ที่จริงแล้ว พระเยซูคือใคร แม่ตอบว่า "พระเยซู คือ พระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อพวกเรา เพื่อยก ความผิดบาป และความเจ็บป่วยของเราไป พระองค์ทรงบันทึกคำสอนทั้งหมด ไว้ในพระคัมภีร์" ผมถามต่อ ว่า ยังพอมีคำสอน ของพระเยซู หลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่ ที่ผมจะสามารถอ่านได้ด้วยตนเอง แม่ตอบว่า "ไม่มีแล้ว คำสอนของพระองค์ สูญไปหมดแล้ว" ในช่วงเวลานั้น มีการปฎิวัติวัฒนธรรม และไม่มีพระคัมภีร์ให้พบเห็นเลย
      นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผมก็ปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะมีพระคัมภีร์เป็นของตนเอง ผมสอบถามแม่ และญาติพี่น้อง คริสเตียน ว่าพระคัมภีร์มีลักษณะอย่างไร แต่ไม่มีใครทราบเลย มีอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเคยเห็นบางส่วนของพระคัมภีร์ ที่คัดลอกด้วยมือ และเนื้อเพลงสรรเสริญ แต่ไม่เคยเห็นพระคัมภีร์ทั้งเล่ม มีเพียงผู้เชื่อสูงอายุ 2-3 คน ที่พอจะ นึกภาพพระคัมภีร์ ที่เขาเคยเห็น เมื่อหลายปีที่แล้ว พระวจนะของพระเจ้า ช่างขาดแคลนเหลือเกินในแผ่นดินนี้
      ผมหิวกระหายพระคัมภีร์มาก และเมื่อแม่เห็นความทุรนทุรายของผม แม่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า มีชายชราคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในอีกหมู่บ้าน ชายชราคนนี้ เคยเป็นศิษยาภิบาล ก่อนที่จะเกิดการปฎิวัติขึ้น เราสองคนแม่ลูก จึงได้ออกเดินเท้า เป็นระยะทางไกล เพื่อไปที่บ้านชายชราคนนั้น เมื่อเราพบเขา เราก็บอกกับเขาว่า "เราปรารถนา ที่จะได้เห็นพระคัมภีร์ ท่านมีสักเล่มไหมครับ" ชายชราแสดงท่าทางหวาดกลัวทันที ชายคนนี้ เคยติดคุก เพราะความเชื่อ เป็นเวลาเกือบ 20 ปี เขามองผม และเห็นว่าผมยังเด็กและยากจน สวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ และไม่มีรองเท้า เขาจึงเกิดความสงสาร แต่ก็ยังไม่อยากให้ผมดูพระคัมภีร์ของตน
      ผมไม่โทษเขาเลยสักนิด เพราะในช่วงนั้น มีพระคัมภีร์อยู่เพียงน้อยนิดในประเทศจีน ผู้คนไม่ได้รับอนุญาต ให้อ่านหนังสือใดๆ นอกจากหนังสือปกแดงเล่มเล็กของเหมา ถ้าใครถูกจับได้ พร้อมกับพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ก็ จะถูกเผา และเจ้าของพระคัมภีร์กับครอบครัว จะถูกเฆี่ยนตี อย่างหนักหน่วง ที่กลางหมู่บ้าน ศิษยาภิบาลชราผู้นี้ แค่บอกผมว่า "พระคัมภีร์ เป็นหนังสือจากสวรรค์ ถ้าเธออยากได้สักเล่ม เธอก็ต้องอธิษฐาน ต่อพระเจ้า แห่งฟ้าสวรรค์ พระองค์เท่านั้น ที่จะทรงจัดเตรียม หนังสือจากสวรรค์ ให้เธอได้ พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ตอบคำอธิษฐาน ของผู้ที่แสดงหาพระองค์ อย่างสุดจิตสุดใจเสมอ" ผมเชื่อคำตอบของศิษยาภิบาลผู้นี้ อย่างสุดใจ พอกลับมาถึงบ้าน ผมก็ยกก้อนหินเข้ามาในห้อง เอาไว้คุกเข่าลงอธิษฐาน ทุกๆ ค่ำ ผมอธิษฐาน อย่างง่ายๆ เพียงประโยคเดียว "ข้าแต่พระเจ้า โปรดประทานพระคัมภีร์แก่ข้าพระองค์ด้วย อาเมน" ในเวลานั้น ผมไม่รู้วิธีอธิษฐาน แต่ผมก็อธิษฐานแบบนั้น อยู่นานกว่าหนึ่งเดือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระคัมภีร์ไม่ปรากฎ!!
      ผมกลับไปที่บ้านศิษยาภิบาลชราอีกครั้ง คราวนี้ไปคนเดียว ผมบอกเขาว่า "ผมอธิษฐานต่อพระเจ้า ตามที่ท่าน แนะนำแล้ว แต่ผมยังไม่ได้พระคัมภีร์ ที่ผมต้องการเหลือเกิน ได้โปรดให้ผมได้ดูพระคัมภีร์ของท่านเถอะ แค่ดู แวบเดียว ผมก็พอใจแล้วครับ ผมไม่แตะพระคัมภีร์ ของท่านก็ได้ ท่านถือเอาไว้และผมแค่ดูอย่างเดียว และถ้าผม ได้คัดลอกบางส่วน ของคำสอนนั้นด้วย ผมก็จะกลับบ้านอย่างมีความสุข" ศิษยาภิบาลชรา มองเห็น ความกระวน กระวายในใจผม เขาบอกผมอีกครั้งว่า "ถ้าเธอจริงจังเรื่องนี้ เธอแค่คุกเข่าอธิษฐานต่อพระเจ้า ก็ยัง ไม่พอ เธอควรจะอดอาหาร และร้องคร่ำครวญ ยิ่งเธอร้องคร่ำครวญมากเท่าไหร่ เธอก็จะได้พระคัมภีร์เร็วขึ้นเท่านั้น"
      ผมกลับไปบ้าน และทุกๆ เช้าจนถึงบ่าย ผมจะไม่กินหรือดื่มอะไรเลย ทุกๆ เย็น ผมจะทานแค่ข้าวถ้วยเล็กๆ ผมร้องไห้เหมือนเด็กน้อย ที่หิวโหย ร้องเรียกพระบิดาในสวรรค์ เพราะปรารถนาจะได้รับ การเติมเต็มด้วยพระวจนะ ของพระองค์ ผมอธิษฐานขอพระคัมภีร์ต่อไปอีก 100 วัน จนกระทั่งผมทนต่อไปไม่ไหว พ่อกับแม่ต่างแน่ใจว่า ผมเสียสติไปแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไป หลังผ่านมาหลายปี ผมคงจะกล่าวได้ว่า ประสบการณ์ทั้งหมด ในครั้งนั้น เป็นสิ่งที่ยากเข็ญที่สุด ที่ผมเคยประสบมา
      และแล้วจู่ๆ ในเช้าวันหนึ่ง ประมาณตีสี่ หลังจากอ้อนวอนพระเจ้า ให้ตอบคำอธิษฐานอยู่หลายเดือน ผมก็ได้รับ นิมิต จากพระองค์ ขณะกำลังคุกเข่าอยู่ข้างเตียง ในนิมิตนั้น ผมกำลัง เดินขึ้นเนินเขาสูงชัน พยายามจะดันเกวียน ที่หนักอึ้ง ให้เคลื่อนไปข้างหน้า ผมกำลัง มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน ซึ่งผมตั้งใจจะไป ขออาหารให้ครอบครัว ผมดิ้นรน อย่างหนัก เพราะในนิมิตนั้น ผมกำลังหิว และอ่อนเพลีย จากการอดอาหาร อธิษฐานยาวนาน และเกวียนเก่าเล่มนั้น ก็กำลังจะไหลกลับลงมาทับผม   แล้วผมก็เห็นชาย 3 คน เดินสวนทางลงมาจากยอดเขา ชายชราใจดีที่มีเครายาว กำลังลากเกวียนเล่มใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยขนมปังใหม่ ชายอีก 2 คน เดินอยู่คนละฟากของเกวียน เมื่อชายชรา คนนั้นมองเห็นผม เขารู้สึกสงสารผมมาก และได้แสดงความเมตตา เขาถามว่า "เธอหิวไหม" ผมตอบว่า "หิวครับ ผมไม่มีอะไรจะกิน และกำลังเดินทาง ไปหาอาหารให้ครอบครัว" ผมร้องไห้โฮ เพราะครอบครัวของผมนั้น ยากจนเหลือเกิน ความเจ็บป่วยของพ่อ ทำให้เราต้องขายของ ที่มีค่าทุกอย่าง เพื่อซึ้อยารักษาโรค เรามีอาหาร กินน้อยมาก และเป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่เราจำต้องขออาหารจากเพื่อนบ้าน เมื่อชายชราถามว่า ผมหิวหรือเปล่า ผมจึงอดร้องไห้ออกมาไม่ได้ ผมไม่เคยได้สัมผัสความรักอันแท้จริง และความเมตตาเช่นนี้ จากผู้ใดมาก่อน 
      ในนิมิตนั้น ชายชราหยิบถุงสีแดง บรรจุขนมปังออกมาจากรถลาก และบอกให้คนใช้ 2 คนนั้น นำมาให้ผม ชายชรากล่าวว่า "
เธอต้องกินทันทีนะ" ผมแกะห่อออก และเห็นขนมปังอบใหม่อยู่ในนั้น พอผมหยิบเข้าปาก ขนมปังนั้นก็กลายเป็นพระคัมภีร์ทันที ในนิมิตนั้น ผมคุกเข่าลง โดยมีพระคัมภีร์ในมือ และร้องขอบคุณพระเจ้าว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระนามของพระองค์ สมควรแก่การสรรเสริญ พระองค์ไม่ได้เพิกเฉย ต่อคำอธิษฐานของข้า พระองค์ทรงให้ข้าพระองค์ ได้รับพระคัมภีร์เล่มนี้ ข้าพระองค์ อยากจะรับใช้พระองค์ ไปจนตลอดชีวิต"
      ผมตื่นขึ้น และเริ่มค้นหาพระคัมภีร์ไปทั่วบ้าน คนอื่นๆ ในครอบครัวยังคงหลับอยู่ นิมิตนั้นดูสมจริงสมจัง สำหรับผมมาก ดังนั้น เมื่อผมตระหนักว่า มันเป็นเพียงความฝัน ผมจึงรู้สึกปวดร้าวลึกๆ ในใจ จนต้องร้องไห้เสียงดัง พ่อกับแม่รุดมาที่ห้องผม เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ท่านทั้ง 2 คิดว่าผมเสียสติไปแล้ว เพราะการอดอาหารอธิษฐาน ผมบอกท่านเรื่องนิมิตที่ผมเห็น แต่ผมเล่ามากเท่าไหร่ พวกท่านก็ยิ่งรู้สึกว่า ผมบ้ามากขึ้นเท่านั้น แม่บอกว่า "นี่ไม่ทันจะเช้าเลย แล้วไม่มีใครมาบ้านของเราด้วย ประตูบ้านก็ยังปิดสนิท" พ่อกอดผมแน่น ท่านอธิษฐาน ต่อพระเจ้า ด้วยน้ำตานองหน้า "ข้าแต่พระเจ้าที่รัก โปรดเมตตาลูกชายข้าพระองค์ด้วย อย่าปล่อยให้เขา ต้องเสียสติเลย ข้าพระองค์เต็มใจจะยอมเจ็บป่วยอีกครั้ง ถ้ามันจะสามารถช่วยไม่ให้เขากลายเป็นบ้าได้ โปรดประทานพระคัมภีร์ แก่ลูกชายข้าพระองค์ด้วยเถิด" ทั้งพ่อ แม่ และผมคุกเข่าลง และจับมือร้องทูลขอด้วยกัน
      ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ และมีเสียงอันอ่อนโยนเรียกชื่อผม ผมรีบไปที่ประตูและถามว่า "คุณเอาขนมปังมาให้ผมใช่ไหมครับ" เสียงที่อ่อนโยนนั้นตอบกลับมาว่า "ใช่ เรามีขนมปังจากงานเลี้ยงมาให้เธอ" ผมจำเสียงนั้นได้ทันที เป็นเสียงเดียวกัน กับที่ผมได้ยินในนิมิต ผมรีบเปิดประตู และที่นั่น มีชายหนุ่ม 2 คน ที่ผมเห็นในนิมิต ยืนอยู่ คนหนึ่งถือถุงสีแดงอยู่ในมือ หัวใจของผมเต้นแรง ขณะเปิดถุงใบนั้นออก และสิ่งที่ผม ได้ถือไว้ในมือทั้ง 2 ข้าง ก็คือพระคัมภีร์ของผมนั่นเอง!!
      ชาย 2 คนนั้น จากไปอย่างรวดเร็ว ขณะที่ข้างนอกยังมืดอยู่ ผมกอดพระคัมภีร์ไว้แนบอก และทรุดตัวคุกเข่าลง นอกประตูบ้าน ผมขอบคุณพระเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า ให้สัญญากับพระเยซูว่า นับแต่นี้เป็นต้นไป ผมจะดื่มกิน พระวจนะของพระองค์ เหมือนกับเด็กที่หิวโหย   ภายหลัง ผมได้ทราบชื่อชาย 2 คนนั้น คนหนึ่งชื่อพี่หวัง และ อีกคนชื่อพี่ซ่ง ทั้งคู่มาจากหมู่บ้านที่อยู่ไกลออกไป พวกเขาเล่าให้ผมฟัง ถึงเรื่องผู้ประกาศพระกิตติคุณคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยพบมาก่อน ผู้ประกาศคนนี้ เคยถูกทรมานอย่างแสนสาหัส เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ในช่วงปฎิวัติ วัฒนธรรม และเกือบเสียชีวิตระหว่างถูกทรมาน
      ก่อนที่ผมจะได้รับพระคัมภีร์ ประมาณ 3 เดือน ผู้ประกาศคนนี้ ได้รับนิมิตจากพระเจ้า พระองค์ทรงสำแดง ให้เห็นว่า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งพระเจ้าจะประทานพระคัมภีร์ให้ ในนิมิตนั้น เขาได้เห็นบ้านของเรา รวมทั้งที่ตั้ง ของหมู่บ้าน   เช่นเดียวกับคริสเตียนทั่วไปในเวลานั้น เขาได้ซ่อนพระคัมภีร์ของตนไว้ในกระป๋อง และฝังไว้ลึก ใต้พื้นดิน โดยหวังใจว่า สักวันหนึ่ง เขาคงจะได้ขุดกระป๋องใบนั้นขึ้นมา และสามารถอ่านพระคัมภีร์ ได้อีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้เขาได้รับนิมิต แต่เขายังต้องใช้เวลาอีก 2-3 เดือน ทีเดียว ก่อนจะตัดสินใจ ทำสิ่งที่พระเจ้า ทรงบัญชา เขาขอร้องให้พี่น้องคริสเตียน 2 คนนี้ นำพระคัมภีร์มามอบให้ผม และพี่น้องทั้ง 2 ก็เดินเท้า มาตลอดทั้งคืน จนถึงบ้านของผม
      นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็อธิษฐานต่อพระเยซู ด้วยคำอธิษฐานที่เปี่ยมล้นด้วยความเชื่อ ผมเชื่ออย่างสุดใจ ว่าถ้อยคำในพระคัมภีร์ คือคำที่พระเจ้าตรัสแก่ผมโดยตรง ผมถือพระคัมภีร์ไว้ตลอดเวลา แม้แต่เวลานอน ผมก็จะวางพระคัมภีร์ไว้บนอก ผมดื่มกินคำสอนในพระคัมภีร์ ราวกับเด็กน้อยที่หิวโหย นี่คือของขวัญ ชิ้นแรก ที่ผมได้รับจากพระเจ้า ผ่านทางการอธิษฐาน

คำแนะนำจากเว็บมาสเตอร์
      หลังจากที่รออ่านต่อจากพี่สาวมานานหลายเดือน เมื่อคืนวันพุธที่ 18 พฤษภาคม ได้รับต่อด้วยอารมณ์ที่เซ็ง เพราะส่วนตัว ซื้อหนังสือมากองไว้เยอะมาก และคิดว่าไม่ว่างจะอ่านหนังสือเล่มใดๆ แล้ว แต่คืนนั้น ก่อนจะนอน พระเจ้าเร้าใจให้หยิบเล่มนี้ออกมาอ่าน ทั้งที่เป็นเวลาจะตี 2 แล้ว แต่ขอบอกว่า "วางไม่ลงเลยจริงๆ"
      วันนี้ (May 19th, 2005) จึงตั้งใจว่าจะพิมพ์ตัวอย่างของส่วนแรก ให้ผู้อ่านท่านอื่น ได้มีโอกาสสัมผัส กับ ความรักของพระเจ้า ที่มีต่อคุณหยุน หลิวเจิ้นยิง ผู้รับใช้พระเจ้าในประเทศจีน ถ้าคริสเตียนอ่านแล้ว ต้องร้องไห้ แน่นอน เพราะคุณหยุน ได้เผชิญกับความยากลำบาก นานัปประการ นอกจากตัวอย่างเรื่อง พระคัมภีร์ที่คนกระหาย อยากอ่าน แต่ขาดแคลนแล้ว ยังมีการจำกัดเสรีภาพ ในความเชื่อ การห้ามเผยแพร่ข่าวประเสริฐ การทำร้ายร่างกาย และประหารชีวิตคริสเตียน ชาวจีน เหมือนยุคของอัครทูต มีการกล่าวร้าย ยัดข้อหาเป็นอาชญากรตัวฉกาจ เพียงเพราะแบ่งปันเรื่องราวความรัก องค์พระเยซูคริสต์เจ้า
      คุณหยุน ถูกเรียกว่าบุรุษจากสวรรค์ (The Heavenly Man) ตามชื่อหนังสือ เพราะว่าครั้งหนึ่ง ท่านแกล้งเสียสติ บอกว่าท่านเป็นคนของสวรรค์ ไม่ใช่คน ของโลกนี้ เพื่อส่งสัญญาณเตือนคริสเตียน คนอื่นในบริเวณใกล้เคียง ให้หลบหนี เจ้าหน้าที่ ซึ่งตามจับกุมคริสเตียนที่ประชุม ร้องเพลง สรรเสริญพระเจ้า นั่นเป็นช่วงเวลา ที่ท่านเผชิญ ความตาย และเข้าสู่เรือนจำ สุดจะโหดเหี้ยม ด้วยจิตใจเยี่ยงสัตว์ ของมนุษย์หลายคน
      ในตอนหนึ่ง คุณหยุน ต้องอดอาหารอยู่ในคุกมากกว่า 74 วัน โดยไม่ดื่ม หรือกินอะไรเลย ท่านยอมทนทุกข์ ในจุดที่ต่ำและยากลำบากที่สุด เพื่อแลกกับ การเปิดเผยข้อมูล ของพี่น้องคริสเตียนท่านอื่น, ท่านบินไปเยอรมัน โดยการ ทรงนำของพระเจ้าตลอดทาง ท่านถูกพระวิญญาณบริสุทธิ์ รับไปอีกที่ อย่างรวดเร็ว เหมือนฟิลิป ในหนังสือ กิจการฯ ท่านถูกขัดขวางนิมิต เหมือนในหนังสือดาเนียล ... ขอให้เราช่วยกันอธิษฐานเผื่อประเทศจีน ที่พระกิตติคุณ กำลังแผ่ขยายอย่างไม่หยุดด้วย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศไทยของเรา
Description: Book of Heavenly Man
      ยังมีนิมิตและการอัศจรรย์อีกมากมาย ที่เกิดขึ้นกับคุณหยุนในหนังสือเล่มนี้ ขอให้พี่น้องคริสเตียน ได้มีโอกาสอ่านเถอะค่ะ เพราะเป็นเรื่องราวของชีวิตคริสเตียนที่แท้จริง และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เพื่อจุดไฟในใจของคนต่างแผ่นดิน ว่าประเทศเรา ยังมีอิสระเสรี และช่องทางในการนำความรอดอีกมากมาย หาซื้อได้ตามร้านหนังสือ (คริสเตียน) ทั่วไป ..... ขอพระเจ้าทรงเติมเต็มท่าน ให้ล้นด้วยไฟพระวิญญาณบริสุทธิ์ และมีหัวใจที่เอ่อไปด้วยความรัก ออกไปนำคนให้มาถึงที่รอด แก่เพื่อนร่วมประเทศไทยด้วยเถิด ... อาเมน
Description: Brother Yun       Description: Yun in German
คุณหยุนในปัจจุบัน เดินทางแบ่งปันพระกิตติคุณทางยุโรป และอเมริกา
อ่านเรื่องย่อทั้งเล่มได้ที่นี่ http://www.crossroad.to/
คัดลอกบางส่วน จากหนังสือ บุรุษจากสวรรค์     
พอล แฮททาเวย์ เขียนจากปากของหยุน    
 
พรเทพ คัดสุระ แปลและเรียบเรียง    
 
สำนักพิมพ์ กนกบรรณสาร

เม้ง จตุจักร อดีตมาเฟีย สู่นักธุรกิจและผู้รับใช้พระเจ้า


ผมได้รับเพราะผมกล้าให้พระองค์
เขียนโดย ดร.ชาตรี โสภณบรรณารักษ์                 
สมาคมพระคริสตธรรมไทยขอเชิญท่านพบกับเรื่องราวของ อดีตมาเฟีย "เม้ง จตุ-จักร" ผู้เคยเป็นหนี้ธนาคารกว่า 800 ล้านบาทปัจจุบันเป็นประธานกรรมการบริษัท เอ็ม เจ เจ มาร์เก็ต กรุ๊ป จำกัด ทั้งยังดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ และเป็นที่ปรึกษาให้แก่องค์กรมากมายทั้งด้านธุรกิจและการเมือง ท่านผู้นี้คือ ดร.ชาตรี โสภณบรรณารักษ์ ซึ่งจะมาเล่าถึงชีวิตเบื้องหลังความสำเร็จว่าผ่านความยากลำบากมาได้อย่างไร และอะไรเป็นคำตอบของความสุขในชีวิต
ผมเคยเป็นมาเฟีย
        ผมเริ่มธุรกิจที่ตลาดนัดหลังจากจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นคนบุกเบิกต่อสู้มาตลอดตั้งแต่ตอนที่กรุงเทพมหานครย้ายตลาดนัดจากสนามหลวงมายังพหลโยธิน จนปัจจุบันตลาดนัดจตุจักรนับเป็นตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อเล่นของผมชื่อ เม้ง จึงเป็นที่มาของฉายา "เม้ง จตุจักร" ผมทำค้าขายพร้อมกับช่วยพัฒนาส่วนรวมอย่างแข็งขันจนประชาชนให้ความเชื่อถือเพราะเห็นว่าผมเป็นคนดีที่พึ่งพาได้จึงให้เป็นนายกสมาคมผู้ประกอบการค้าตลาดนัดจตุจักร จนในปี 2011 สมัยที่พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นยุคที่มีการปราบมาเฟีย รัฐบาลแบ่งมาเฟียออกเป็น 5 ประเภท ผมถูกจัดอยู่ในประเภทที่ 5 คือสามารถนำคนไปทั้งในทางดีและทางร้ายได้ เพราะในอดีตผมเคยเรียกคนไปรวมตัวกันเพื่อประท้วงรัฐบาลหรือไปเรียกร้องความชอบธรรมได้เป็นหลักหมื่นๆ คน ผมจึงถูกจำกัดไม่ให้มีการเคลื่อนไหว ผมจึงหนีจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ที่พัทยา
ใครก็ได้ช่วยผมที
        เมื่อไปอยู่ที่พัทยา ผมได้ร่วมกับเพื่อนทำธุรกิจที่ผมถนัด คือ ศูนย์การค้าที่พัทยากลาง ชื่อ "เดอะมาร์เก็ตพัทยา" (The Market Pattaya) ซึ่งในปี 2002 ได้ลงทุนไปในวงเงินมูลค่า 800 ล้านบาท ผมดูแลมาจนกระทั่งปี 2003 ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ผมจึงไปพึ่งหมอดู เขาบอกให้ตั้งศาลพระพรหม ผมก็สร้างศาลพระพรหมไปหลายแสนบาทแต่ก็ไม่เกิดผลอะไร ต่อมามีหมอดูอีกคนหนึ่งบอกว่าต้องตั้งศาลพ่อปู่เนื่องจากที่ดินนี้อยู่ตรงข้ามกับทะเล และต้องสร้างศาลตะเคียนด้วยเพราะตรงกลางที่ดินมีต้นตะเคียนเก่าแก่ ผมก็ทำตามคำแนะนำแต่ธุรกิจก็ยังแย่เหมือนเดิม จากนั้นมีพราหมณ์คนหนึ่งบอกว่ายังขาดศาลพระภูมิและนางกวัก ก็ตั้งศาลทั้งกราบไหว้ด้วยพวงมาลัยทุกวันก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ผมไม่รู้จะยึดถืออะไรแล้วจึงไปดูหมอยิปซี เขาบอกว่าต้องไปทำบุญ 9 วัด ตอนนั้นผมมีเงินในกระเป๋าเหลือแค่หมื่นกว่าบาท ก็ขับรถตระเวนไปทำบุญจนเงินเกือบหมด แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย
ความช่วยเหลือจากคนของพระเจ้า
        ในช่วงปลายปี 2003 นั้น ภรรยาและลูกๆ ที่อยู่กรุงเทพฯ ได้แวะมาเยี่ยมผม และพาศิษยาภิบาล (อาจารย์สอนคริสตจริยธรรมผู้ดูแลคริสตจักร) ซึ่งเป็นชาวไนจีเรียพร้อมกับผู้รับใช้พระเจ้าอีกประมาณ 5 คนมาด้วย ผมก็ต้อนรับอย่างดีโดยจัดหาที่พักและจัดการเรื่องอาหารให้เพราะเป็นแขกของภรรยา ในเวลากลางวันนั้นผมเดินไปที่ห้องพักของพวกเขาเพื่อจะชวนไปทานอาหาร ผมเห็นว่าพวกเขาร้องเพลงกันอยู่ในห้องจึงนั่งรอภรรยากับลูกอยู่หน้าห้อง เพลงที่พวกเขาร้องเป็นเพลงสรรเสริญพระเจ้า ผมได้ยินพวกเขาพูดถึงพระเจ้า สันติสุข และความรอดในบทเพลงซึ่งในเวลานั้นผมยังไม่เข้าใจความหมาย รู้เพียงว่าขณะที่ฟังเพลงที่พวกเขาร้อง ผมรู้สึกสบายใจคลายกังวลอย่างอัศจรรย์ แล้วผมก็ได้ยินพวกเขาอธิษฐานให้ผม ทั้งเรื่องธุรกิจ ครอบครัว และอธิษฐานเผื่อทุกสิ่งทุกอย่าง ผมแปลกใจว่าทำไมพวกเขาไม่อธิษฐานให้ตัวของเขาเอง จนกระทั่งพวกเขาทำทุกอย่างเสร็จ ผมก็ชวนพวกเขาไปทานอาหาร แต่พวกเขารวมทั้งภรรยาผมกลับปฏิเสธเพราะกำลังถืออดอาหาร ผมแปลกใจยิ่งขึ้นเมื่อศิษยาภิบาลชาวไนจีเรียบอกว่าเขาจะถืออดอาหาร 3 วัน เพื่ออธิษฐานให้ผมเขาถามว่าผมเชื่อหรือไม่ว่าพระเจ้าช่วยผมได้ทุกเรื่อง แต่เครื่องรางของขลังที่ผมห้อยอยู่นี้ช่วยอะไรผมไม่ได้ เขาถามว่าผมกล้าไหมที่จะทิ้งเครื่องรางของขลังทั้งหมดผมก็บอกว่าผมกล้าทิ้งถ้าพระเจ้าจะให้มีสันติสุขในครอบครัวและทำให้ชีวิตผมดีขึ้น แล้วเขาก็เอาเครื่องรางของขลังและรูปเคารพที่ผมมีทิ้งขยะไปตอนแรกผมใจหายและเสียดายเพราะว่าแต่ละอันราคาแพงมากแต่ผมก็ทิ้งไปทั้งหมด ในวันนั้นเองผมก็ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของผม (ตอนนั้นผมเชื่อพระเจ้าแบบ 50-50 เพราะเป็นคนที่เชื่ออะไรค่อนข้างยาก แต่ก็เชื่อเพื่อให้ภรรยาสบายใจ) จากนั้นศิษยาภิบาลก็บอกให้ผมอธิษฐานขอกับพระเจ้า 3 ข้อ เขาบอกว่าเมื่อผมกล้าให้พระเจ้า พระเจ้าก็สามารถให้ผมได้เวลานั้นผมก็ขอไปโดยไม่ได้คิดอะไรมากข้อแรกผมขอให้ประชาชาติพบสันติสุขเพราะผมชอบช่วยเหลือสังคม ข้อสองผมขอให้ธุรกิจการค้า การงาน การเงิน การเมือง สังคม การศึกษาของผมกลับคืนมาสู่สภาพดีและดีกว่าเดิม ข้อสุดท้าย ผมบอกพระเจ้าว่าขอให้ครอบครัวมีสันติสุขเพราะช่วงนั้นครอบครัวอยู่ไกลกัน ก่อนที่คณะอาจารย์ชาวไนจีเรียจะกลับ พวกเขาก็ไปที่ เดอะมาร์เก็ตพัทยา ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ และได้อธิษฐานเผื่อสถานที่นั้นโดยขอให้พระเจ้าสถิตอยู่และขับไล่วิญญาณชั่วทั้งหลายด้วย
พระเจ้า พระผู้ช่วยที่แท้จริง
        เวลาผ่านไปประมาณ 2 เดือน ผมก็เริ่มมีอาการมือสั่นและนอนไม่หลับ ผมสงสัยว่าเป็นเพราะความเครียด ไปโรงพยาบาลหลายแห่งคุณหมอต่างก็ลงความเห็นว่าผมเครียด แต่ทานยาไปหลายชุดก็ยังไม่หาย ภรรยาผมจึงโทรไปเชิญให้ศิษยาภิบาลชาวไนจีเรียคนนั้นมาอธิษฐานให้ จากนั้นอาการผมก็เริ่มดีขึ้น ผมจึงไปนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรเจ้าสาวพระคริสต์ตามคำชวนของศิษยาภิบาล ในวันที่ผมไปนมัสการพระเจ้านั้น ผมรู้สึกว่ามีความสุขมาก รู้สึกได้รับการปลดปล่อยเมื่อกลับมาที่บ้านก็จับมือภรรยาและลูกๆ อธิษฐาน พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของผมโดยให้ครอบครัวกลับมาอยู่ร่วมกันและมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน

        จากนั้นธุรกิจ "เดอะมาร์เก็ตพัทยา" ก็กลับดีขึ้นมา ผมขายพื้นที่ได้หมดในปี 2004 ตั้งแต่นั้นผมก็ไปนมัสการพระเจ้าเป็นประจำ แล้วการอัศจรรย์ของพระเจ้าก็เกิดขึ้น ผมมีโอกาสได้ต้อนรับพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่ตลาดนัดจตุจักร เขาบอกว่าผมคือมาเฟียแห่งความดี และเหตุการณ์ที่ผมประทับใจที่สุดก็คือในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จประพาสตลาดนัดจตุจักร ผมได้ถวายงานพาเสด็จประพาสเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ผมซาบซึ้งใจมากที่พระองค์ทรงพระราชทานพระราชานุญาตให้ผมถวายงานอย่างใกล้ชิด ผมเชื่อว่าพระเจ้าจัดเตรียมสิ่งดีนี้ให้แก่ผมพระองค์ก็ได้เปลี่ยนภาพผมใหม่ จากมาเฟียได้กลายเป็นมาเฟียแห่งความดี ที่ได้มีโอกาสรับใช้เชื้อพระวงศ์และผู้นำประเทศ

เมื่อกล้าให้พระเจ้า พระเจ้าก็จะให้คุณ
        หลังจากที่ขายโครงการ "เดอะมาร์เก็ตพัทยา" และหมดหนี้แล้ว ผมก็มาร่วมทุนและบริหารที่ศูนย์การค้าไอที สแควร์ (หลักสี่พลาซ่า) ในปี 2005 ผมได้เป็นประธานจัดงาน "ศึกยอดมวยโลก PABA" ขึ้นที่นั่น ซึ่งมีผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมมาร่วมงานมากมาย โดยมีท่านกว้าง รอบคอบ อดีตอธิบดีกรมสามัญศึกษาเป็นประธานอำนวยการ เวลานั้นผมเพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกและไม่ค่อยมีคนทราบมากนัก แต่ท่านกว้างทราบและให้เกียรติผมโดยเรียกชื่อผมเต็มยศในงานว่า ดร.ชาตรี โสภณบรรณารักษ์ ชื่อเสียงของผมเลยโด่งดังขึ้น จากนั้นชีวิตของผมก็เริ่มเปลี่ยนจากผู้บริหารธรรมดามาเป็นผู้บริหารระดับชาติหนังสือพิมพ์ต่างๆ ก็ให้ชื่อผมว่าเป็นผู้สร้างตำนาน เป็นปรมาจารย์แห่งการตลาด เพราะเป็นผู้ที่จบปริญญาเอกด้านการบริหารการตลาด (Marketing Management) ผมได้เป็นที่ปรึกษาให้บริษัทต่างๆ และเริ่มได้รับรางวัลด้านบริหารการตลาดและรางวัลอื่นๆ ระดับชาติมากมาย
        ผมมานั่งวิเคราะห์ชีวิตของผมดูตั้งแต่สมัยเมื่อเป็น "เม้ง จตุจักร" หากปราศจากพระเจ้าผมก็คงไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ พระองค์ได้เปลี่ยนชีวิตของผมให้ดีขึ้นอย่างอัศจรรย์เหมือนได้จัดเตรียมทางไว้ให้ผมแล้ว เกียรติและความสำเร็จทั้งหมดนี้ไม่ใช่ผมทำแต่เป็นพระเจ้าทำในชีวิตของผม ผมรู้ว่าผมทำไม่ได้แต่ผมไม่กลัวเพราะผมวางใจในความรักของพระองค์ ทุกวันนี้ผมและครอบครัวอยู่ด้วยความเชื่อ การอธิษฐาน และการนมัสการพระเจ้า โดยยึดหลักพระบัญญัติ 2 ข้อใหญ่ที่พระองค์ตรัสไว้ในพระธรรมมัทธิว บทที่ 22 ข้อ 37-39 ที่ว่า พระเยซูทรงตอบเขาว่า "จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของท่านด้วยสุดใจของท่านด้วยสิ้นสุดจิตของท่าน และด้วยสิ้นสุดความคิดของท่านนั้นแหละเป็นพระบัญญัติข้อสำคัญอันดับแรก ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง" เพราะถ้าเราทำได้ทั้งสองข้อนี้เราจะมีสันติสุข

        พระพรของพระเจ้ายังเทลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง ผมยังได้รับเชิญให้มาเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการพิเศษและต่างประเทศ และรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการที่มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐบาล ผมกลายเป็นนักวิชาการ ทำงานวิจัยเขียนตำรา จนได้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์พระเจ้าได้ตอบคำอธิษฐานในสิ่งที่ผมเคยขอ 3 ข้อนั้น พระองค์ทรงให้ครอบครัวผมมีสันติสุขก่อนเป็นสิ่งแรก พอครอบครัวดี ธุรกิจการงานก็ดีขึ้นเพื่อส่งต่อยอดให้ผมเป็นพรต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นการนำสันติสุขไปสู่ประชาชาติ เพราะผมได้เป็นอาจารย์ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ที่เรียนมาให้กับผู้อื่น ผมได้รับตำแหน่งสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการโครงการสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาอบรมธุรกิจการค้าและการบริหารจัดการ กระทรวงพาณิชย์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการจัดการเพื่อการพัฒนาของมหาวิทยาลัยทักษิณ (มศว.ภาคใต้)ที่ปรึกษารัฐมนตรีหลายกระทรวง และรางวัลเกียรติยศระดับชาติมากมาย ก็เพื่อจะได้ช่วยเหลือสังคมและพี่น้องคนไทยให้มีธุรกิจมีการงานที่ดีทั้งหมดนี้คือสิ่งที่พระเจ้ามอบให้ผมในเวลาเพียง 3 ปี เป็นสิ่งที่อัศจรรย์เพราะผมทำเองไม่ได้ ทุกอย่างในชีวิตของผมเป็นของพระองค์ ขอให้เราเชื่อว่าพระเจ้าของเรายิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ว่าผมได้พระพรแล้วผมถึงพูดได้ ผมเคยไม่มีเงินติดตัวสักบาทเดียวและต้องหนีธนาคาร แต่วันนี้ไม่มีหนี้สินแล้วขอบคุณพระเจ้า

ก้าวสู่การรับใช้
        พระเจ้าได้กระทำกิจมากมายในชีวิตของผมพระองค์ทรงอวยพรผมทางด้าน ธุรกิจ การเมือง สังคม การศึกษา แต่พรที่ผมได้รับมากที่สุดคือการได้เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า เพราะหลังจากที่ผมและครอบครัวได้กลับมาอยู่ร่วมกันแล้ว ผมอธิษฐานขอพระเจ้าว่าอยากได้บ้านหลังใหม่ ในที่สุดพระเจ้าก็อวยพรให้ผมมีบ้านหลังใหม่ได้และสร้างคริสตจักรนมัสการพระเจ้า ชื่อ "คริสตจักรแห่งพระพรของพระเจ้า" ผมจึงเป็นทั้งนักธุรกิจศิษยาภิบาลและผู้ปกครองคริสตจักร
        ที่คริสตจักรแห่งพระพรของพระเจ้านี้ เราจะนมัสการอย่างสุดใจ เพราะในพระธรรมยอห์น บทที่ 4 ข้อ 23-24 กล่าวไว้ว่า "แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อคนที่นมัสการอย่างแท้จริงจะนมัสการพระบิดาด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นมานมัสการพระองค์" ดังนั้นเวลานมัสการพระเจ้า เราจะจดจ่อไปที่พระเยซู ทิ้งความทุกข์ความกังวลทุกอย่างไว้ที่นอกคริสตจักร เราจะเข้ามาคริสตจักรด้วยความรัก รักพระเจ้าและจดจ่อไปที่พระเจ้า ไม่กลัวเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น วันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรไม่ต้องไปคิดเพราะว่าฝากไว้กับพระเจ้า เราจะไม่กังวลและจะขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเรา
        ผมจะสอนหลักแห่งความเชื่อในฤทธิ์เดชของพระเจ้าตามพระคำของพระองค์ เช่น "ทุกสิ่งที่ท่านอธิษฐานขอด้วยความเชื่อก็จะได้" จากพระธรรมมัทธิวบทที่ 21 ข้อ 22 และคำสอนของพระเยซูในพระธรรมลูกาบทที่ 1 ข้อ 37 ที่ว่า "เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทรงทำไม่ได้" เพราะตลอดมาผมก็เดินด้วยความเชื่อ ผมบอกได้เลยว่าวันนี้ถ้าผมไม่มีพระเจ้าผมก็ทำอะไรไม่ได้เลย ในพระธรรม 1 ยอห์น บทที่ 5 ข้อ 4 กล่าวไว้ว่า "เพราะทุกคนที่เกิดจากพระเจ้าก็มีชัยเหนือโลกและความเชื่อของเรานี่แหละเป็นชัยชนะที่มีชัยเหนือโลก" ดังนั้น เราจะขาดความเชื่อไม่ได้เลยและเมื่อมีปัญหาเข้ามาในชีวิตเราก็ไม่ควรกลัวหรือกังวลเพราะพระเจ้าบอกเราเสมอว่าอย่ากลัว เช่น พระธรรมโยชูวา บทที่ 1 ข้อ 9 กล่าวว่า "เราสั่งเจ้าไว้แล้วมิใช่หรือ ว่าจงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิดอย่าตกใจหรือคร้ามกลัวเลย เพราะว่าเจ้าไปในถิ่นฐานใด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าทรงสถิตกับเจ้า" ผู้เชื่อหลายคนในคริสตจักรของผมก็สามารถตั้งตัวได้ด้วยความเชื่อ พวกเขาเคยลำบากมากๆ แต่เขาก็สามารถมีพลังใหม่ขึ้นมา เช่น เปิดร้านขายลอดช่องในตลาดจนตั้งตัวได้ บางคนเปิดร้านส้มตำด้วยเงินเพียง 12 บาทเท่านั้น ผมจะสอนให้พวกเขาขอจากพระเจ้าแล้วพระองค์จะอวยพรผ่านการทำงานของพวกเขาผมบอกเขาว่าไม่ให้ขอจากมนุษย์ ถ้าคุณเชื่อพระเจ้าก็จงอธิษฐานด้วยหัวใจที่รักพระองค์ แล้วพระองค์จะตอบคุณ
        ปัจจุบันนี้คริสตจักรแห่งพระพรของพระเจ้าได้ย้ายมายังที่แห่งใหม่ที่ถนนรามอินทรา 67 มีพื้นที่กว้างขวางขึ้น และยังเปิดคริสตจักรแห่งพระพรของพระเจ้านานาชาติสำหรับชาวต่างชาติอยู่ที่ถนนรามคำแหง 142 อีกด้วย

มุมมองในการบริหารธุรกิจ
        ในการบริหารธุรกิจผมยึดพระเยซูคริสต์เป็นแบบอย่าง คือการให้ความยุติธรรมและความรักต่อลูกน้อง ซึ่งเป็นความดีของพระเยซูคริสต์ที่ผมได้รู้จัก แต่ก่อนผมเป็นคนฉุนเฉียวง่าย อารมณ์ร้อน อารมณ์มาเฟีย ถือศักดิ์ศรีเป็นเรื่องใหญ่ แต่หลังจากที่ได้รู้จักกับพระเจ้าแล้ว คำว่าศักดิ์ศรีก็ไม่ได้อยู่ในชีวิตของผมอีกต่อไป เพราะว่าพระเจ้านั้นยิ่งใหญ่กว่าศักดิ์ศรี เพราะฉะนั้นในการบริหารงานผมจะให้ความยุติธรรมแก่ทุกคน และใช้หลักพระวจนะของพระเจ้าเรื่อง "อวัยวะ" มาบริหาร คือทุกคนในบริษัทเปรียบเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่ต่างๆ กันแต่อยู่ในร่างกายเดียวกันโดยมีศีรษะคือพระเยซูคริสต์ เช่น คนหนึ่งทำฝ่ายบัญชี ก็เปรียบเสมือนมือขวา คนหนึ่งเป็น เลขาฯ ก็เปรียบเหมือนมือซ้าย เป็นต้น พระธรรม 1 โครินธ์ บทที่ 12 ข้อที่ 12 บอกว่า "เพราะว่า เหมือนกับร่างกายเดียวที่มีหลายๆ อวัยวะ และอวัยวะทั้งหมดของร่างกายนั้นแม้จะมีหลายส่วนก็ยังเป็นร่างกายเดียว พระคริสต์ก็ทรงเป็นเช่นนั้น" หมายความว่าธุรกิจของผมจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไปไม่ได้ เมื่อลูกน้องผมเจ็บผมก็เจ็บด้วย เปรียบเหมือนอวัยวะของผมเริ่มเป็นแผล ก็ต้องรีบรักษาให้เขาหาย คอยถามไถ่ทุกข์สุขและให้คำปรึกษาเพื่อให้ลูกน้องสบายใจและทำงานด้วยความสุข ทุกคนปรึกษาผมได้หมดเพราะผมไม่ได้มองเขาเป็นเพียงแค่ลูกน้อง แต่ผมมองว่าเขาเป็นลูกของพระเจ้า เมื่อผมนำหลักพระวจนะมาใช้ในการบริหารจัดการ งานของผมก็จะดำเนินไปได้ดี
        แม้ผมจะเป็นประธานบริษัทที่ต้องรับผิดชอบดูแลงานและลูกน้องมากมายแต่ผมก็ไม่เหนื่อยเพราะผมจะฟังเพลงสรรเสริญพระเจ้าและอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ การที่เราอ่านพระวจนะของพระเจ้าก็คือการนมัสการถวายเกียรติแด่พระเจ้าสิ่งดีๆ อะไรก็ตามที่เราทำก็เป็นการถวายเกียรติแด่พระองค์ทั้งนั้นและพระองค์ก็จะอวยพรเรา ถ้าเรายึดมั่นตรงนี้ได้ก็จะมีสันติสุข ในระยะสามปีที่ผ่านมานี้ผมมีความสุขมาก แม้บางครั้งมีลูกน้องทำผิดมีการทะเลาะหรืออิจฉาริษยากัน ผมก็จะเรียกมาตักเตือนว่ากล่าวเพื่อสอนเขา ดังในพระธรรม 2 ทิโมธี บทที่ 3 ข้อ16 "พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอนการตักเตือนว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งผิด และการอบรมในความชอบธรรม" ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อนผมก็อาจจะไล่ออก แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนแปลงแล้ว ในช่วง 3-4 ปีมานี้ผมไม่เคยไล่ใครออก แล้วก็ไม่มีใครยอมออกด้วย เพราะผมปกครองลูกน้องด้วยหลักพระวจนะของพระเจ้า ผู้คนจึงเต็มไปด้วยความรัก

ชีวิตในความเชื่อ...ผมจะก้าวต่อไป
        การดำเนินชีวิตในความเชื่อท่ามกลางสังคมไทยซึ่งมีคริสเตียนไม่ถึง 1% นั้นผมก็จะประพฤติตัวให้สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน แต่สิ่งไหนที่พระเจ้าห้ามไว้ผมก็จะหลีกเลี่ยง เช่น พระเจ้าบอกว่าให้รักพระองค์เพียงพระองค์เดียว อย่าไหว้รูปเคารพ ดังที่ในพระธรรมอพยพ บทที่ 20 ข้อที่ 3-5 กล่าวว่า "อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเราอย่าทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น..." เมื่อผมเป็นคริสเตียน เป็นผู้ที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว ผมก็เชื่อในคำสอนของพระองค์ ความเชื่อของผมไม่ใช่เรื่องของศาสนา ผมต้องรักษาความเชื่อในพระเจ้าไว้แต่จะไม่ไปทำลายประเพณีของสังคมต่างๆ เช่น บางครั้งผมได้รับเชิญไปเป็นประธานในพิธีศพที่วัด ผมจะบอกเจ้าภาพก่อนเสมอว่าผมเป็นคริสเตียน ผมจะไม่ไหว้รูปเคารพแต่สามารถนั่งเป็นประธานในพิธีได้ ผมเชื่อว่าพระเจ้ารู้ว่าผมกำลังทำอะไรเพราะจิตใจของผมอยู่กับพระองค์ ในขณะที่พระสวด ผมจะอธิษฐานขอพระเจ้าทรงเมตตารับวิญญาณผู้ตาย ผมจะอธิษฐานให้พระเจ้าสถิตอยู่กับผมและทุกสิ่งในงานเพราะพระองค์ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว หากไปร่วมงานแล้วบอกเจ้าภาพว่าผมเป็นคริสเตียนผมไม่ยุ่งกับคุณ เราก็จะอยู่ในสังคมไม่ได้ เราต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิต นั่นคือสิ่งที่ผมทำได้และคริสเตียนทุกคนทำได้
        การที่ผมเข้าสังคม ผมก็จะมีโอกาสพูดเรื่องของพระเจ้า มีโอกาสที่จะแสดงแบบอย่างของพระเยซูคริสต์ คือการให้ความรัก ความเห็นใจ และช่วยเหลือผู้อื่น แล้วเขาก็จะเห็นพระเจ้าในชีวิตของเรา เช่น ลูกน้องสังเกตเห็นว่าผมมีแต่ความสุข ไม่เคยเครียดเลย เขามักสงสัยว่าทำไมผมใจเย็นกับปัญหาใหญ่ๆ ได้ เพราะถ้าเป็นสมัยก่อนเวลามีปัญหาผมก็จะหยิบปืนมายิงขึ้นฟ้าเพราะคิดว่าไม่มีใครใหญ่เท่าตัวเอง แต่เมื่อได้มารู้จักกับพระเจ้าแล้วเวลาที่ผมเจอปัญหาหนักๆ ผมก็จะอธิษฐานบางครั้งโมโหมากแต่ก็จะยิ้มและท่องพระวจนะของพระเจ้าในใจว่า "ความรักอดทนนาน" ท่องให้พระวจนะฝังแน่นอยู่ในใจ ผมจะไม่ตอบโต้คนที่ทำให้ผมโกรธแต่จะนำหลักพระวจนะมาใช้ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น การทำเช่นนี้จะทำให้เรามีความสุขและเป็นการประกาศความเป็นคริสเตียน ความเป็นลูกพระเจ้าในชีวิตของเรา ตอนนี้ลูกน้องในบริษัทผมเป็นคริสเตียนแล้ว 30% ผมไม่ได้บังคับว่าเขาต้องเชื่อพระเจ้า ผมเชื่อว่าวันหนึ่งพระเจ้าก็จะสัมผัสเขาเอง
        ในสังคมไทยวันนี้ยังขาดความรัก มีการแบ่งแยกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนมีความรักดังในพระวจนะของพระเจ้าที่สอนว่า "ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่หยาบคาย ไม่คิดเห็นแก่ตนเองฝ่ายเดียว ไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีเมื่อมีการประพฤติผิด แต่ชื่นชมยินดีเมื่อประพฤติชอบ ความรักทนได้ทุกอย่างแม้ความผิดของคนอื่นและเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวังอยู่เสมอและทนต่อทุกอย่าง" (พระธรรม 1 โครินธ์ บทที่ 13 ข้อ 4-7) ทุกคนก็จะไม่ทำร้ายกัน จะมีแต่การให้และนำไปสู่ความสุข เพราะการให้นำมาซึ่งความสุขยิ่งกว่าการรับ
        สมาคมพระคริสตธรรมไทย ขอขอบคุณ ดร.ชาตรี โสภณบรรณารักษ์ ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวชีวิตที่ให้ข้อคิดและกำลังใจแก่เราว่าไม่มีสิ่งใดที่พระเจ้าทรงกระทำไม่ได้ และพระพรจะเป็นของผู้ที่ดำเนินตามพระวจนะของพระองค์