วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

คำพยาน คุณเวทิต โชควัฒนา


คำพยาน คุณเวทิต โชควัฒนา


คุณเวทิต โชควัฒนา
คุณเวทิต โชควัฒนา
กรรมการผู้จัดการ บ.ซันร้อยแปด จก., บ.ไทยคิวบิคเทคโนโลยี จก. - กรรมการ บมจ.สหพัฒนพิบูล
ผมเป็นคริสเตียนตั้งแต่เด็ก ผมไปโบสถ์ , เรียนพระคัมภีร์ , อยู่โรงเรียนคริสเตียน สมัยมัธยมปลายผมเป็นถึงประธานกลุ่มคริสเตียนของโรงเรียนและได้นำกิจกรรมคริสเตียนต่างๆในโรงเรียน
แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยความเชื่อของผมก็เปลี่ยนไป ผมเริ่มมีความสนใจในดาราศาสตร์ อ่านหนังสือเกี่ยวกับการกำเนิดของจักรวาล พร้อมกับการที่รู้สึกว่าตนเองนั้นโตแล้ว มีความรู้มากแล้ว เข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงมีความคิดว่าเรื่องราวในพระคัมภีร์ที่เรียนมาตั้งแต่เด็กมันไม่น่าจะเป็นความจริง ได้ ผมไม่สามารถที่จะเชื่อพระคัมภีร์อีกต่อไปได้ ผมศึกษาที่ประเทศอเมริกา ดำเนินชีวิตแบบไม่มีพระเจ้า
พอเรียนจบปริญญาตรีต่อปริญญาโทเริ่มทำงานในบริษัท ผมก็มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก คิดว่าตัวเองเป็นผู้รู้และทำได้ในทุกเรื่อง เมื่อบริษัทเกิดปัญหาต้องเสียธุรกิจสำคัญอันหนึ่งไป ผมจึงมีความมุ่งมั่นจะหาธุรกิจใหม่ โดยเดินทางไปอเมริกาเพื่อติดต่อเสาะหาธุรกิจ
ผมได้พบน้องชายที่เพิ่งจะเรียนจบได้พูดคุยและพบว่าชีวิตเขาได้เปลี่ยนไป น้องชายผมพูดเรื่องพระเจ้า ผมจึงสั่งสอนน้องว่าสมัยที่ผมเชื่อพระเจ้า นั้นเป็นช่วงที่ผมอยู่มัธยม ตอนนี้เขาโตแล้วเรียนจบด้านวิศวะจากมหาวิทยาลัยทำไมจึงยังเชื่อเรื่องแบบนี้อีก ผมกับน้องชายถกกันด้วยเหตุและผลอยู่นาน ผมเริ่มรู้สึกว่าเหตุผลของผมที่จะบอกว่าไม่มีพระเจ้านั้นเริ่มมีไม่พอและเหตุผลของการมีพระเจ้าแบบที่พระคัมภีร์เขียนไว้เริ่มฟังดูเข้าท่าขึ้น แต่ด้วยความที่ผมก็รู้พระคัมภีร์ดีกว่าน้องชายเวลานั้นเสียอีกแถมยังรู้เรื่องการเรียนการงานการธุรกิจดีกว่าเขา และด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นพี่ ผมจึงยอมรับเหตุผลของน้องชายไม่ได้
ผมใช้เวลาในอเมริกาทำการงานหาธุรกิจใหม่ แต่แล้วอยู่ดีๆ ผมก็ปวดหน้าซีกขวาอย่างมากปวดจนชากินยาก็ไม่หายต้องอยู่แต่ในบ้านออกไปหาหมอ หมอก็บอกว่าไม่เป็นอะไร คุณแม่ผู้ซึ่งเป็นคนพาผมไปโบสถ์ตั้งแต่เด็กทราบเรื่องโทรมาจากเมืองไทยบอกให้อธิฐานผมรู้สึกรำคาญกับความคิดนี้ ผมคิดว่าเป็นความคิดของคนอ่อนแอที่ไม่พึ่งตนเอง อะไรอะไรก็ขอพระเจ้า

ผมเลื่อนกำหนดการเดินทางกลับเพราะผมคิดว่าแรงกดของบรรยากาศเวลาเครื่องบินลงน่าจะเกี่ยวข้องกับอาการป่วยนี้ ประมาณ5 วันผ่านไป ความปวดไม่ลดลง ผมทรมานแล้วเริ่มคิดว่า ไม่ว่าผมจะรู้มากหรือเก่งมากขนาดไหน ( ผมคิดว่าผมเก่งในขณะนั้น ) แต่ถ้าต้องนอนปวดแบบนี้ผมคงทำอะไรไม่ได้ ความรู้ความเก่งไร้ประโยชน์จริงๆ
ผมเริ่มคิดอีกทีว่า “ หรือว่าพระเจ้ามีจริง?” พระองค์อาจจะต้องการเรียกผมกลับมาในทางของพระองค์ รับใช้พระองค์อย่างที่เคยทำสมัยมัธยม ผมคิดอย่างเด็กดื้อว่าถ้าพระองค์จะเรียกผมทำไมไม่รอจนตอนผมอายุ60 ปีก่อน ตอนนี้อายุผมยังไม่30 ปีเลย ผมยังต้องการทำงาน ผมต้องการจะประสบความสำเร็จ สนุกสนาน และเที่ยวเล่น
วันสุดท้ายที่ในอเมริกาผมให้น้องชายขับรถพาไปซื้อของก่อนกลับ ผมยังปวดหน้าอยู่นั่งกุมหน้าอยู่ในรถ ความทรมานทำให้ใจผมถ่อมลง ผมอธิฐานกับพระเจ้าเป็นครั้งแรกหลังจากเกือบ13 ปี ที่ผมทิ้งพระองค์มา ผมบอกพระเจ้าว่า “ ตกลงพระเจ้าผมยอมแล้วมันเจ็บเหลือเกินขอพระองค์รักษาด้วยในนามพระเยซู เอเมน” สิ้นคำอธิฐานผมเอามือกุมหัวด้านขวา ความรู้สึกซ่านร้อนวิ่งผ่านหัวลงไปถึงสันหลัง ทันใดนั้นผมเริ่มรู้สึกว่าฟันด้านบนกับฟันด้านล่างมันสัมผัสกัน ( มันปวดชาจนไม่รู้สึกมานานมาก ) ผมหายแล้วไม่ปวดแล้ว ผมตกใจมาก ผมเพิ่งขอจากพระเจ้า ขอปุ๊บหายปั๊บ ไม่ต้องรอยาออกฤิทธิ์ ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากซาบซึ้งจนน้ำตาไหล ผมเชื่อพระเจ้าอีกหน ไม่ใช่เพราะเหตุผลแต่เพราะพระองค์ทรงเรียก
ผมหยิบหนังสือของน้องชายหลายเล่มเพื่ออ่านระหว่างเดินทางกลับ หนังสือเช่น “ Scientific Approach To Christianity” และ “Genesis & Cosmos” ผมพบว่าเหตุผลของพระเจ้าดังก้องอยู่ทั่วไป ความจริงของพระเจ้ามีเหตุมีผลมากกว่าทฤษฎีใดๆ ความจริงของพระองค์ต้องการเพียงความถ่อมใจยอมรับความจริงแล้วพระองค์จะนำเราเข้าไปสู่ความจริงที่สมบูรณ์
ไม่ใช่ทุกคนที่มาเชื่อพระเจ้าจะมีประสบการณ์แบบผม แท้จริงแล้วประสบการณ์ของแต่ละคนนั้นหลากหลายมาก คุณไม่จำเป็นต้องท้าทาย หรือรอให้พระเจ้าเรียกแบบแรงๆ พระเยซูบอกให้เราเข้าหาพระองค์แบบเด็กๆ ผมรู้จักหลายคนที่เก่งกว่าผม มีความรู้มากกว่าผมและประสบความสำเร็จในชีวิตการงานและครอบครัว แต่เชื่อพระเจ้าทันทีเมื่อเขาได้ยินเรื่องพระเจ้า พระเจ้าเรียกเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน วันนี้เวลานี้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ใด ตำแหน่งใด อาชีพใด พระองค์กำลังเรียกคุณ เรียกคุณเข้ามาพบความจริง การค้นคว้าของมนุษย์จะทำให้ความเชื่อต่างๆเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด ทฤษฎีในโลกนี้วันหนึ่งอาจถูกล้มล้างด้วยทฤษฎีใหม่ แต่ความจริงของพระเจ้าสมบูรณ์ และเป็นจริงทุกยุคทุกสมัย
ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ของพระองค์มาเรียกผมให้พบความจริงนี้ จากวันนั้นผ่านไปสิบกว่าปีแล้วผมยังเดินติดตามพระเจ้าเที่ยงแท้เสมอ พระองค์นำชีวิตผมมาตลอด มีเรื่องดีๆเกี่ยวกับความจริงของพระองค์ที่ผมและคริสตชนทุกคนพร้อมจะบอกกับคุณ เข้ามาพบความจริงนี้กันเถอะครับ

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พลังชีวิต: ความสำเร็จและฐานะไม่ใช่ที่สุดของชีวิต

พลังชีวิต: ความสำเร็จและฐานะไม่ใช่ที่สุดของชีวิต

      "ผม กอบชัย จิราธิวัฒน์ ครับ ผมเกิดมาในครอบครัว ที่ประสบความสำเร็จ และค่อนข้างร่ำรวย สมาชิกทุกคนในตระกูลของผม ร่วมกันทำงาน สร้างธุรกิจ ของครอบครัว และนั่นคือสิ่งเดียว ที่ผมเรียนรู้ตั้งแต่เด็ก ผมพบว่า ทุกๆ คน พยายามทำงานอย่างหนัก เพื่อความสำเร็จ เพราะพวกเขาเชื่อว่า ชื่อเสียง และ ความมั่นคง คือคำตอบของชีวิต แต่หลังจากที่ผม ได้รู้จักกับพระเจ้า ผมจึง ตระหนักว่า คำตอบของชีวิต ที่ผมพยายามแสวงหา ไม่ได้จากเงินทอง หรือความสำเร็จในธุรกิจ ความรักที่ผม มีต่อพระเจ้า ทำให้ชีวิตผม ได้รับการเติมเต็ม มากกว่าที่ผม เคยคาดหวังไว้ คุณเองก็สามารถ สัมผัสการเติมเต็มนี้ ได้เช่นกัน"Kobchai J.
      อะไรคือคำตอบของชีวิต ผมอาจมีทัศนะที่แตกต่างไปจากเดิม ผมเกิดใน ครอบครัวเชื้อสายจีน ครอบครัวใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สมัยที่ผมเป็นเด็ก ผมเห็นญาติพี่น้องของผม ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ด้วยความวิริยะอุตสาหะ เพื่อสร้างธุรกิจห้างสรรพสินค้า พวกเราทุกคนเชื่อว่า ความมั่งคั่ง ทางเศรษฐกิจเท่านั้น คือคำตอบของชีวิต
      ถึงแม้ครอบครัวของผม จะประสบความสำเร็จด้านการเงิน แต่ผมสังเกตเห็นปัญหาต่างๆ ตามมาด้วย การมุ่งมั่น สร้างธุรกิจ ไม่ได้นำความสุขสมบูรณ์มาให้ อย่างที่เราคาดหวัง ไว้ตั้งแต่ต้น มันนำความเครียด ความกังวล และความทุกข์ใจ มาสู่ชีวิต ของทุกคน ในครอบครัวด้วย ผมจึงเริ่มคิดว่า ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ คงไม่ใช่คำตอบของชีวิตเป็นแน่
      เมื่อสมัยผมเป็นนิสิตนักศึกษาปี 3 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมได้พบเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ที่เพิ่งเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศ เขาชวนผมและเพื่อนๆ อีกสองสามคน ไปที่บ้านช่วงปิดภาคเรียน เรานั่งคุยกันเรื่องพระเจ้าตลอดทั้งคืน เขาบอกผมว่า พระเจ้าทรงส่งพระเยซูคริสต์ พระบุตรองค์เดียวของพระองค์ มาตายบนไม้กางเขน เพื่อไถ่โทษความผิดบาปของเรา และหลังจากนั้นสามวัน พระองค์ทรงเป็นขึ้นจากความตาย
      คำอธิบายของเพื่อน ประทับใจผมมาก แต่ผมยังลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ ต้อนรับพระเยซูคริสต์ ในเวลานั้น เพราะผมยังยึดติดกับค่านิยม ที่เห็นแก่ตัวบางอย่าง หลายปีต่อมา เมื่อผมอายุได้ 28 ผมเริ่มตระหนักว่า ผมไม่สามารถหนีความจริง เรื่องพระเจ้าได้อีกต่อไป ในที่สุด ผมจึงตัดสินใจต้อนรับพระเยซูคริสต์ เข้ามาเป็นพระผู้ช่วยให้รอดในชีวิตของผม
      หลังจากนั้น วิถีชีวิตของผม ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม มีช่วงหนึ่งที่ผม ยังยึดติดกับความสำเร็จทางธุรกิจ และคิดว่ามัน คือเป้าหมายสูงสุด และเป็นคำตอบของชีวิต ผมจึงมุ่งมั่นทำงาน สร้างฐานะด้วยความหยิ่งทรนง และรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองอย่างมาก ผมเริ่มมีปัญหา ขัดแย้งกับผู้คนในบริษัทมากขึ้น จนในที่สุด ต้องออกจากงาน
      สิ่งนี้ ได้สอนบทเรียนชีวิตให้กับผมอย่างมาก กาตกงานทำให้ผมตระหนักว่า แท้ที่จริง ต้นเหตุของปัญหา ทั้งหมด อยู่ที่ตัวของผมเอง ผมไม่ได้ดำเนินชีวิต ตามพระประสงค์ของพระเจ้า และหลงไปจาก ทางของพระองค์ ผมจึงอธิษฐานสารภาพบาป และสัญญากับพระเจ้าว่า ต่อแต่นี้ไป ผมจะทำงานทุกอย่าง ตามพระประสงค์ของพระองค์
      หลังจากนั้น 2-3 เดือน ผมได้รับอนุญาตให้กลับไปทำงาน ในธุรกิจของครอบครัวอีก แม้ต้องเริ่มต้นใหม่ ในตำแหน่งงานเล็กๆ ที่ไม่สลักสำคัญ แต่ผมตั้งใจทำด้วยความถ่อมใจ กาลเวลาผ่านไป ผมได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ได้เป็นกรรมการผู้จัดการ ของบริษัทในเครือ ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงเมตตา และให้เกียรติผมมาก เดี๋ยวนี้ ผมรู้แล้วว่า เงินทองไม่ใช่คำตอบของชีวิต พระเจ้าคือคำตอบที่แท้จริง
กอบชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดใหญ่
บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

คุณหมอหัวชนฝา กับวิทยาศาสตร์ แห่งวงการแพทย์

คุณหมอหัวชนฝา กับวิทยาศาสตร์ แห่งวงการแพทย์

      ข้าพเจ้าเป็นคริสเตียนคนเดียวในครอบครัว เป็นคริสเตียนคนเดียว ท่ามกลางผู้คน ที่ไม่รู้จักพระเจ้า ทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน ข้าพเจ้าเพิ่งรับเชื่อมาได้ประมาณ 3 ปี การมาพบพระเจ้าของข้าพเจ้า ไม่ได้ตื่นเต้นเท่าไรนัก แต่หลังจาก ได้รู้จักพระองค์แล้ว ข้าพเจ้าได้ทราบว่า พระองค์คือคำตอบ ของสิ่งที่ข้าพเจ้าค้นหา มาเป็นเวลานาน
การแสวงหาพระเจ้าของข้าพเจ้านั้น เกิดขึ้นจากสาเหตุหลักๆ 2 ประการ
1. ประการแรก คือ เนื่องด้วยอาชีพของข้าพเจ้า ที่เป็นแพทย์โรคหัวใจ ทำให้ข้าพเจ้า ได้มีโอกาส ใกล้ชิดกับ ความตาย ข้าพเจ้าตระหนักดีว่า ความตาย เป็นเพชฌฆาต ที่แม่นยำที่สุด อดทนที่สุด เหนือความคาดเดามากที่สุด ไม่เคยมีเหยื่อคนใด ที่รอดพ้นไปได้เลย และเมื่อเพื่อนสนิทของข้าพเจ้า ต้องจากไปอย่างกระทันหัน ด้วยวัยอัน ไม่สมควร คนแล้วคนเล่า ก็ยิ่งเตือนให้ข้าพเจ้าทราบว่า ความตายอยู่ใกล้ แค่นี้เอง อยู่ภายใต้เท้าของเราทุกคน และไม่มีอะไร เป็นเครื่องรับประกันว่า จะยังคงมีพรุ่งนี้สำหรับเราแต่ละคน
Dr. Pakorn
      ข้าพเจ้าได้ดูแลผู้ป่วยใกล้ตายทั้งคนธรรมดาสามัญ ไปจนถึงเชื้อพระวงศ์ ทั้งคนยากจนไปจนถึงมหาเศรษฐี ฐานะเงินทองไม่ได้ช่วยให้คนใกล้ตายยอมรับความจริงของชีวิต ตรงข้าม ยิ่งบุคคลที่โลกนี้ยกย่องว่า เป็นผู้ประสบ ความสำเร็จ กลับยิ่งทุรนทุรายต่อความตาย
      ข้าพเจ้าทราบดีว่าสักวันข้าพเจ้าต้องมาถึงจุดนี้ ต้องติดอยู่กับเครื่องช่วยหายใจ สายระโยงระยาง เครื่องช่วยพยุงชีวิตอีกมากมาย ข้าพเจ้าถามตนเองว่า เมื่อวันนั้นก้าวย่างมาถึงจริงๆ ข้าพเจ้าจะเอาอะไร เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และรับประกันว่า ข้าพเจ้าเอง จะเผชิญหน้ากับความตาย อย่างสงบ ใช้เวลาช่วงสุดท้ายในโลกนี้อย่างมีความสุข และจะผ่านไปโลกหน้าอย่างมั่นใจ
2. ประการที่สอง เมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า ข้าพเจ้าประสบความสำเร็จในหลายๆ ด้าน ทั้งชีวิตส่วนตัว ชีวิตการทำงาน เกียรติยศ และฐานะเงินทอง ข้าพเจ้ามีเกือบทุกอย่าง ที่คนทั่วไปบนโลกนี้อยากจะมี แต่ข้าพเจ้ายังรู้สึกเสมอว่า บางอย่างในชีวิตของข้าพเจ้า หายไป บางอย่างที่จะเติมชีวิตให้เต็ม
      ข้าพเจ้าแสวงหาสิ่งต่างๆ ที่อาจเป็นคำตอบของชีวิตไปเรื่อยๆ เมื่อข้าพเจ้ามองหาสิ่งหนึ่งและได้มา ข้าพเจ้าจะ ชื่นชมอยู่สักพัก และมองหาสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทายต่อไป ข้าพเจ้าเริ่มมองเห็นว่า หากทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ แล้วจะหยุด แสวงหาในวันใด จะต้องเหน็ดเหนื่อย ดิ้นรนเช่นนี้ไป จนถึงวันสุดท้ายแห่งชีวิตหรือ

      เดิมทีเดียว ข้าพเจ้าแสวงหาหนทางด้วยตนเอง ข้าพเจ้าพยายามเป็นคนดี รักษาศีลอย่างครบถ้วน จนวันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้รู้จักเพื่อนที่เป็นคริสเตียน เธอก้มศีรษะขอบคุณพระเจ้าในมื้ออาหาร ข้าพเจ้านึกขำในความงมงาย ของเธอ อย่างไรก็ตาม หลังจากได้พูดคุยเรื่องความเชื่อของเธอ ศรัทธาที่มั่นคง ทำให้ข้าพเจ้าต้องถามตนเองว่า ทำไมคนที่มีการศึกษาขนาดนี้จึงเชิ่อเรื่องพระเจ้า
      ข้าพเจ้าบอกกับตนเองว่า เราไม่ควรบอกว่าอะไรจริงหรือไม่จริง ก่อนที่เราจะศึกษาด้วยตนเอง บางทีสิ่งนี้ อาจเป็นคำตอบที่ข้าพเจ้าตามหามานานก็ได้ ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจ ไปโบสถ์คริสเตียนครั้งแรก เมื่อประมาณ 4 ปีก่อน การตัดสินใจครั้งนั้น ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของข้าพเจ้าตลอดไป
      ข้าพเจ้ายังจำวันแรกที่ไปโบสถ์ได้ คุณพ่อคุณแม่ทราบว่า ข้าพเจ้าแต่งตัวอย่างดี เนื่องจากท่านทั้งสอง เป็นนักเรียนอังกฤษ และคนอังกฤษในสมัยนั้น จะแต่งตัวอย่างดีที่สุด เพื่อไปโบสถ์ในวันอาทิตย์
      ในวันนั้น นอกจากข้าพเจ้าแล้ว ยังมีผู้มาโบสถ์เป็นครั้งแรกอีกผู้หนึ่ง เป็นคนขายลูกชิ้นปิ้ง การแต่งกายของเรา สองคน ต่างกันอย่างมาก อย่างไรก็ตาม อ.ขจร ซึ่งมีหน้าที่สอนพระคัมภีร์ ในวันนั้น ได้ต้อนรับเราทั้งสองอย่าง เท่าเทียมกัน นั่งเรียนพระคัมภีร์ด้วยกัน นี่เป็นความประทับใจแรก อย่างน้อยคนของพระเจ้า ก็ไม่ได้มองคน ที่ฐานะ ไม่ได้ให้ความสำคัญของมนุษย์แบบที่โลกนี้มอง ข้อพระคัมภีร์ที่ใช้สอนในวันนั้น คือ
"เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในเขา
ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้ว ท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย
" [ยอห์น 15:5]
      ข้าพเจ้าไม่เชื่อพระคัมภีร์ข้อนี้แม้แต่น้อย ข้าพเจ้ามีชีวิตมา 30 ปี ประสบความสำเร็จมากมาย โดยไม่รู้จัก พระเจ้า ขณะนั้นข้าพเจ้ารู้สึกว่า อ.ขจร และพวกที่โบสถ์ คงจะเข้าใจผิดอะไรบางอย่าง ด้วยความรู้สึกว่า อ.ขจร เป็นคนดี และอยากช่วยอาจารย์ พ้นจากความงมงาย ข้าพเจ้าตั้งใจจะเปลี่ยนความเชื่อของท่าน และมีอยู่วิธีเดียว ที่จะทำได้ คือต้องพิสูจน์ให้ อ.ขจร เห็นว่า พระคัมภีร์ไม่จริง
      ข้าพเจ้าจึงลงมือศึกษาพระคัมภีร์อย่างจริงจัง เพื่อจับผิด และอ่านหนังสือประกอบอีกมากมาย ทั้งที่เขียน โดยคนที่เชื่อ และไม่เชื่อในพระเจ้า ข้าพเจ้ากลับค้นพบว่า หนังสือมหัศจรรย์ ที่รอดพ้นการทำลาย ครั้งแล้ว ครั้งเล่าเล่มนี้ ได้เปิดเผยเรื่องราวความจริง ที่ข้าพเจ้าเฝ้าค้นหามาตลอด

ในแง่ประวัติศาสตร์  พระคัมภีร์ได้บันทึกถึงเมืองโบราณต่างๆ
      ก่อนหน้าปี 1850 ผู้คนรู้จัก อัสซีเรีย จากพระคัมภีร์เท่านั้น ต้องขอบคุณนักโบราณคดี 2 ท่าน คือ Austin Henry Layard และ Hormuzd Rassam ผู้เผยวันเวลาที่หายไป ของชาวอัสซีเรีย กลับมาให้ชาวโลก ได้ประจักษ์
      และเมือง Ur อันเก่าแก่ ถูกค้นพบในปี 1912 หลังจากสูญหายไปจากประวัติศาสตร์โลกกว่า 6500 ปี ในช่วงเวลานั้น มีเพียงพระคัมภีร์เท่านั้นที่ยืนยันการมีอยู่จริงของเมือง Ur
      การขุดค้นเมือง เยรีโค เมื่อไม่นานมานี้ (1930) พบว่า กำแพงเมืองที่แข็งแรง และหนามากของเมือง ได้พังทลายลงโดยแบะออกตรงตามพระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ นอกจากนี้ ยังพบธัญพืชจำนวนมาก บรรจุอยู่ใน ภาชนะในสภาพที่เกือบเต็ม อันแสดงว่า เมืองดังกล่าวอยู่ในสภาวะสงครามในช่วงสั้นๆ เท่านั้น ซึ่งตรงตามพระคัมภีร์ ที่กล่าวว่า เยรีโคถูกล้อมอยู่เพียง 7 วัน และชาวยิวที่เอาชนะเมืองนี้ได้ ไม่ได้แตะต้องสมบัติในเมืองจริงๆ (ในสมัยนั้นธัญพืชถือว่าเป็นสมบัติที่มีค่ามาก เนื่องจากใช้เป็นอาหาร และเป็นพันธุ์เพื่อการหว่านในปีต่อๆ ไป)
นอกจากนี้ยังมีการค้นพบเมืองโสโดม โกโมราห์ นีนะเวห์ และอื่นๆ ข้าพเจ้าพบว่า พระคัมภีร์ เป็นหนังสือ ประวัติศาสตร์ ที่น่าเชื่อถือมากที่สุดเล่มหนึ่ง

ทางด้านการแพทย์ แม้ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนแพทย์ ข้าพเจ้ารู้สึกอัศจรรย์ต่อร่างกายมนุษย์ สัตว์ที่ยืน 2 ขา ตัวตรงชนิดเดียวในโลก สิ่งนี้ ต้องแลกด้วยการออกแบบ กระดูกเชิงกรานใหม่ เพื่อให้รับน้ำหนักได้ ขณะเดียวกัน ต้องมีลักษณะพิเศษ เพื่อให้ผู้หญิง สามารถคลอดบุตรได้ สมองส่วนควบคุมการทรงตัว ต้องมีประสิทธิภาพสูง ระบบประสาทอัตโนมัติ ต้องแม่นยำ เพื่อรักษาอัตราไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองให้คงที่ ไม่ว่ามนุษย์ จะอยู่ ในท่านั่ง นอน ยืน และวิ่ง
      จะเห็นว่า เฉพาะเรื่องการยืน 2 ขาอย่างเดียว ก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากแล้ว การใช้มือ การใช้ภาษา การใช้ เหตุผล อารมณ์ ก็มีเพียงมนุษย์ที่มีความสามารถอย่างซับซ้อน ข้าพเจ้าคิดเสมอว่า ธรรมชาติช่างเก่งกาจจริงๆ ที่สร้างสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนเช่นนี้ได้ แต่พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ 
      ตอนแรกข้าพเจ้าไม่เชื่อเรื่องนี้ จนข้าพเจ้าได้อ่าน From Nothing to Nature  ซึ่งเขียนโดย ศาสตราจารย์ ท่านหนึ่ง ซึ่งไม่เชื่อพระเจ้า ท่านพยายามสร้างรหัสพันธุกรรมพื้นฐานง่ายๆ จากอนินทรีย์สาร โดยให้สภาวะแวดล้อม ที่เหมาะสมที่สุด ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น ความเป็นกรด-ด่าง ประจุไฟฟ้า หลังจากการทดลอง 20 ปี ท่านล้มเหลว ในการเปลี่ยนอนินทรีย์สาร ให้เป็นอินทรีย์สาร
      ท่านสรุปว่า เป็นไปได้ที่จะบอกว่า มนุษย์เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่จะง่ายกว่ามากถ้าจะบอกว่า ใครบางคนได้สร้างมนุษย์ขึ้นมา ท่านได้ยกตัวอย่างประกอบว่า ถ้าเราพบลูกบอลสีแดงในสนามหลังบ้าน แล้วท่านบอกเราว่า มันเกิดขึ้นเอง โดยมีมะพร้าวลูกหนึ่ง ถูกแมลงเจาะจนเป็นรู หลังจากนั้น มะพร้าวลูกนั้น กลิ้งไป ใต้ต้นยางพารา บังเอิญกิ่งยางหัก น้ำยางจึงไหลลงมาในรูนี้พอดี ฝุ่นสีแดงก็ตกลงไปผสมกับน้ำยาง แล้วมะพร้าว ลูกนี้กลิ้งออกมา และนกคาบมาทิ้งไว้ที่สนามหน้าบ้าน เราคงไม่เชื่อ เราคงบอกว่า ใครบางคนเอามันโยนไว้
      ทำนองเดียวกัน รหัสพันธุกรรมของมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยรหัสพื้นฐานเพียง 4 ชนิด (A,T,C,G) ต้องเรียง สลับไปมาอย่างถูกต้อง โดยผิดไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว กว่า 15,000 ล้านรหัส ยากที่จะบอกว่า เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ใครบางคนที่มีความสามารถเป็นเลิศเป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้นมา

คำพยากรณ์ต่างๆ ในพระคัมภีร์ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องจำนนต่อพระเจ้า พระคัมภีร์เดิม ได้พยากรณ์ ล่วงหน้าถึง การมาบังเกิดขององค์พระเยซูคริสต์อย่างถูกต้อง
      ตอนแรกข้าพเจ้าไม่เชื่ออีกเช่นเคย โดยคิดว่า ผู้คนได้เขียนพระคัมภีร์เดิม หลังจากพระเยซูมาบังเกิดแล้ว แล้วทำเป็นว่า พยากรณ์ถึงการมาขององค์พระเยซูคริสต์ เพื่อให้ดูศักดิ์สิทธิ์ แต่การพบ พระคัมภีร์เดิม ในถ้ำ คุมราน โดยเด็กเลี้ยงแกะ ในปี 1947 และการทดลองคาร์บอน 14 พบว่า พระคัมภีร์เดิมดังกล่าวมี อายุเก่าแก่ ก่อนยุคสมัยพระเยซูจริง ทำให้ข้าพเจ้าต้องเชื่อว่า พระคัมภีร์เดิมได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้าจริง
      แต่น่าตื่นเต้นที่สุดคงเป็น การกลับมา ตั้งประเทศอิสราเอลได้ใหม่ สมดังคำทำนายในปี ค.ศ. 70 หลังจาก ที่มั่นแห่งสุดท้าย ของชาวยิว ที่ป้อมมาซาดาพ่ายแพ้ต่อโรมัน ชาวยิวก็กระจัดกระจายไปทั่วโลก และถูกฆ่าล้าง เผ่าพันธุ์หลายครั้ง ทั้งในสมัยกลาง ที่กาฬโรค คร่าชีวิตคนยุโรปถึง 2 ใน 3 (คนยุโรปโทษว่า ชาวยิวเป็นต้นเหตุ แห่งความชั่วร้าย จึงสังหารชาวยิวไปมากมาย) ในสมัยของพระราชินีฮัวน่า และในสงครามโลกครั้งที่สองที่ยิวกว่า 6 ล้านคน ถูกสังหาร ในค่ายกักกัน ของนาซี ในที่สุดชนชาติที่ไร้แผ่นดินอยู่ และถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลายครั้ง หลายครา ได้กลับมาตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นใหม่ในวันที่ 15 พฤษภาคม 1948 ณ แผ่นดินคานาอัน ที่พระเจ้ายกให้ เป็นลูกหลานชาวยิว สมดังคำพยากรณ์ที่กล่าวไว้เมื่อ 2000 ปีก่อน
คงเหลือคำพยากรณ์อีกข้อเดียวที่ยังไม่เกิดขึ้น นั่นคือ  การเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูคริสต์
      นอกจากนี้ พระคัมภีร์ยังมีความอัศจรรย์ในแง่ต่างๆ อีกมากมาย เช่น ซากวัตถุขนาดใหญ่บนภูเขาอารารัต ซึ่งเชื่อว่า เป็น เรือโนอาห์ ที่ปัจจุบันถูกถ่ายรูปได้จากดาวเทียม, Hebrew codeที่ซ่อนเร้นไว้ในพระธรรมโทราห์, ความอัศจรรย์ของเลข 7 เป็นต้น
หลังจากศึกษาอยู่ 8 เดือน ข้าพเจ้าก็ยอมจำนนต่อพระคัมภีร์ และรับพระเยซูเป็นผู้ช่วยให้รอด ในวันคริสตมาส เมื่อ 3 ปีก่อน

เมื่อเป็นคริสเตียนใหม่ ข้าพเจ้ายอมรับว่าอาย ไม่กล้าบอกใคร เมื่อบอกออกไปก็มักถูกล้อเลียน ... จนวันหนึ่ง ข้าพเจ้าได้เป็นพยาน เรื่องพระองค์ ให้ผู้ป่วยใกล้ตายคนหนึ่ง เธอเป็นเด็กหญิงอายุเพียง 18 ปี ข้าพเจ้าได้ยิน เรื่องราวของเธอ จากการประชุมแพทย์ และทราบว่าเธอได้พยายามฆ่าตัวตายด้วยการดื่ม Paraquat อันเป็น ยาฆ่าวัชพืชที่มีพิษรุนแรงต่อมนุษย์ และเธอดื่มเข้าไป เป็นปริมาณมากเกินกว่าที่จะรักษาชีวิตของเธอไว้ได้ เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ตับและไตของเธอ ได้รับความเสียหายรุนแรงมากแล้ว
      ข้าพเจ้าเชื่อเสมอว่า การฆ่าตัวตายเป็นบาปที่ใหญ่หลวง ทั้งจากความเชื่อเดิม และความเชื่อใหม่ ข้าพเจ้าทราบ ดีว่า เธอจะต้องตาย และมีเพียงผู้เดียว ที่จะยกโทษให้แก่การกระทำในครั้งนี้ได้ คือ องค์พระเยซูคริสต์  ข้าพเจ้าตัดสินใจ เข้าไปพูดคุยกับเธอ และเป็นพยานเรื่องพระองค์
      เรื่องราวที่นำเธอมาสู่การทำร้ายตนเองในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่าสลดยิ่ง ข้าพเจ้าเอง หากต้องเผชิญ ในสถานการณ์ เดียวกับเธอ ก็อาจทำเช่นเดียวกัน เธอตระหนักดีว่า เธอไม่อาจจะรอดชีวิตได้ แต่เราก็ได้อธิษฐานร่วมกันในคืนนั้น ขอพระเจ้าประทานชีวิตและโอกาสแก่เธออีกครั้งข้าพเจ้าอธิษฐาน ทั้งที่ไม่มีความเชื่อ เพราะข้าพเจ้าทราบ ความรุนแรง ของ Paraquat ดีว่า Paraquat เป็นสารเคมีทีพิษรุนแรง หากได้รับในปริมาณมากกว่า 5 ซีซี ผู้ป่วย เกือบทั้งหมดจะเสียชีวิต เธอผู้นี้ได้ดื่ม Paraquat ไปถึง 50 ซีซี ในเวลา 3 วัน กว่าจะถูกนำตัวมารักษา เมื่อมาถึง โรงพยาบาลนั้น เธอมีตับวาย และไตวายแล้ว ที่ประชุมแพทย์ลงความเห็นว่า ไม่ต้องให้การรักษาใดๆ เพราะเราจะ เสียเธอไปอย่างแน่นอน
      น่าอัศจรรย์ที่วันรุ่งขึ้น ไตที่เสียหายอย่างรุนแรง ได้รับการซ่อมแซม ข้าพเจ้ายังไม่เชื่อ จึงเจาะเลือด พิสูจน์อีกครั้ง ซึ่งผลออกมายืนยัน และตับที่วายก็กลับเป็นปกติใน 2 วัน อย่างไรก็ตาม Paraquat ยังคงทำลาย ปอดของเธออย่างต่อเนื่อง ออกซิเจนในเลือดต่ำลงๆ จนข้าพเจ้าหมดหวังในการหายของเธอ
      ระหว่างนี้เองมีเพื่อนแพทย์อีก 3 ท่านได้มาดูผู้ป่วยรายนี้ และสนใจเรื่องของพระเจ้า ข้าพเจ้ามาทราบภายหลัง ว่า พระเจ้าทรงชะลอเวลานี้ไว้ เพื่อดึงจิตวิญญาณผู้อื่น มาถึงความรอดของพระองค์
หลังจากที่อยู่โรงพยาบาลกว่า 40 วัน และออกซิเจนในเลือดต่ำลงจนอาจไม่สามารถที่จะรอดชีวิต มีผู้ป่วย ประสบอุบัติเหตุรายหนึ่ง ได้อุทิศปอดให้แก่เธอ เธอได้รับการเปลี่ยนปอด และรอดชีวิต
      พระเจ้า เป็นพระเจ้า พระองค์ได้รักษาชีวิตของเธอผู้นั้นไว้ โดยพระคุณของพระองค์ด้วยการหายที่อัศจรรย์ เธอผู้นั้นรอด ทั้งที่ในฐานะแพทย์ ข้าพเจ้ารู้อย่างแน่ชัดว่า ไม่มีทางเป็นไปได้ ด้วยความสามารถทางการแพทย์ ในปัจจุบัน
      นั้นเป็นครั้งแรก ที่ข้าพเจ้าตระหนักอย่างแท้จริงถึงฤทธานุภาพของพระองค์ ข้าพเจ้ามั่นใจมากขึ้น ในการดำเนิน ชีวิตกับพระองค์ เป็นพยานเรื่องพระองค์ อธิษฐานด้วยความเชื่อ และครั้งแล้วครั้งเล่า ที่พระองค์กระทำสิ่งที่เกิน ความคิด ความเข้าใจ แก่ชีวิตผู้ป่วยผ่านสายตา ของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ท่ามกลางพระคุณที่ไม่มีสิ้นสุด
      อย่างไรก็ตาม วันหนึ่งเมื่อข้าพเจ้าขอบางสิ่งจากพระองค์ และพระองค์ไม่ตอบคำอธิษฐานด้วยความผิดหวัง เสียใจ ข้าพเจ้าตั้งใจจะเลิกติดตามพระองค์ แต่เช้าวันรุ่งขึ้น ข้าพเจ้าได้รับจดหมายที่เขียนข้อพระคัมภีร์ ที่ว่า
"อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง"
ผู้ที่เขียนจดหมายได้บอกกับข้าพเจ้าว่า รู้สึกอยากจะฝากข้อพระคัมภีร์ข้อนี้ ทั้งที่ทราบว่า ปกติข้าพเจ้าเป็นคนร่าเริง ไม่มีทุกข์ร้อนเรื่องอะไร ต่อมามีพี่น้องจากโบสถ์อื่นมาเยี่ยมเยียนที่ทำงาน และหนุนใจมาก (ขณะนั้น คนรอบข้าง ข้าพเจ้า ไม่มีใครเป็นคริสเตียนเลย) ข้าพเจ้าหยิบพระคัมภีร์มาอ่าน และพบข้อความที่ตรงกับความรู้สึกในขณะนั้นพอดี และเมื่อเปิดวิทยุ ฟังก็เป็นเพลง His Love is Mine พอดีอีกเช่นกัน
      ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง มีเหตุการณ์ 4 อย่างเกิดขึ้น เพื่อเตือนให้ข้าพเจ้าทราบว่าพระองค์ยังคงเป็น พระเจ้าที่สัตย์ซื่อ พระองค์มาตามข้าพเจ้ากลับไป ข้าพเจ้ารู้สึกถึง ความรักยิ่งใหญ่ ที่หลั่งไหลเข้ามาในจิตใจ ข้าพเจ้าถึงกับร้องไห้ ด้วยความตื้นตัน เป็นความสุขยิ่งใหญ่ ที่ทราบว่าตนเองเป็นที่รัก ทั้งที่ทำตัวไม่น่ารัก ท่ามกลางคน 6,000 ล้านคนในโลกนี้ ข้าพเจ้าเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่เอาแต่ใจ พระองค์ยังตามหา เพื่อจะบอกว่า แม้มนุษย์ต่ำต้อยคนเดียว ก็มีความหมายในสายพระเนตรของพระองค์
      ข้าพเจ้าได้ตระหนักว่า ทั้งที่ข้าพเจ้าเองไม่ได้เป็นคนที่ขาดความรัก เมื่อพระเจ้า เทความรักของพระองค์ลงมา ข้าพเจ้ายังมีความสุขถึงเพียงนี้ หากคนที่ไม่ค่อยได้สัมผัสความรัก จะมีความสุขสักเพียงใด
    เหตุการณ์นี้ ยังได้สอนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่แก่ข้าพเจ้าด้วย ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าคิดเสมอว่า การที่พระเจ้า ทรงตอบ คำอธิษฐานมากมายของข้าพเจ้า เป็นเพราะข้าพเจ้าเองแสวงหาพระองค์ ความรู้สึกดังกล่าว ก่อให้เกิดความ ไม่ถ่อมใจ แต่เหตุการณ์นี้กระทำให้ข้าพเจ้าเห็นว่า แท้จริงข้าพเจ้าไม่ได้แสวงหาพระองค์ พระองค์ต่างหาก ที่แสวงหาข้าพเจ้า สิ่งที่พระเยซูทำที่กางเขนเมื่อ 2000 ปีก่อน เป็นเครื่องพิสูจน์เรื่องนี้อย่างดี ไม่ใช่เฉพาะข้าพเจ้า ที่พระองค์ตามหา หากแต่เป็นมนุษย์ทุกคนที่ถ่อมใจลง ฟังเสียงเรียก ด้วยความรัก ความห่วงใยของพระองค์ เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อในการกระทำที่เสียสละนี้ จะรอด ไม่ว่าจะเป็นคนโง่หรือฉลาด ยากจนหรือร่ำรวย เป็นกษัตริย์ หรือสามัญชน พิการหรือปกติ เจ็บป่วยหรือแข็งแรง ทุกคนสามารถจะมีความเชื่อ และรับความรอดได้เท่าๆ กัน นี่คือความยุติธรรมจากของขวัญแห่งความรักขององค์พระผู้เป็นเจ้า
      หลังเหตุการณ์นี้ผ่านไป 3 เดือน พระองค์ทรงทำให้ข้าพเจ้าทราบว่า ทำไมพระองค์จึงไม่ตอบคำอธิษฐาน ในวันนั้น หากข้าพเจ้าได้ตามที่ขอในวันนั้น วันนี้ข้าพเจ้าคงเดือดร้อนพอสมควร ข้าพเจ้าแน่ใจว่า เรื่องราว บางอย่างที่เราคิดว่าดี และทูลขอต่อพระองค์ แต่พระเจ้าจะทรงรู้ดีกว่า และจัดเตรียมให้เฉพาะสิ่งที่ดีต่อเราเท่านั้น ข้าพเจ้าตัดสินใจ ที่จะติดตามพระองค์ไป ชั่วชีวิต ไม่ว่าพระองค์จะทรงตอบคำอธิษฐานของข้าพเจ้าหรือไม่ เพราะข้าพเจ้าได้ตระหนักแล้วว่า ความรัก ความรอด ที่พระองค์มอบให้ ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่สมควรได้รับนั้น เป็นพระคุณ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว

ทุกวันนี้ ข้าพเจ้ายังคงมีชีวิตอยู่ท่ามกลางคนไม่เชื่อ แต่ด้วยท่าที และความรู้สึกที่เปลี่ยนไปข้าพเจ้าไม่มีความ รู้สึกอับอายอีกต่อไป ตรงข้าม ข้าพเจ้ากลับรู้สึกเป็นห่วงคนที่ไม่รู้จักพระเจ้า เข้าเหล่านั้นไม่ตระหนักว่า ทรัพย์สิน เงินทอง การยกย่องสรรเสริญจากมนุษย์ เกียรติยศ และของทุกอย่างในโลกนี้ไม่อะไรเลยที่ทำให้อิ่มใจได้ มี เพียงองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ที่จะเติมหัวใจของเราให้เต็ม ด้วยความรักของพระองค์ คนที่ไม่รู้จักพระเจ้า จึงต้องวิ่งหาสิ่งต่างๆ จนตลอดชีวิต และตายไปทั้งที่ยังหิวกระหาย เราในฐานะที่เป็นคริสเตียน เรามีสิ่งที่ดีที่สุด ที่ไม่มีใครจะแย่งชิงไปได้ นั้นคือ องค์พระเยซูคริสต์ ความรัก และความรอดของพระองค์
ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ
นท.นพ. ภากร จันทนมัฎฐะ รน.
จากหนังสือ คำตอบชีวิต

เบื้องหลังความสำเร็จ จากบทเพลงหนึ่งเดียวคนนี้

เบื้องหลังความสำเร็จ จากบทเพลงหนึ่งเดียวคนนี้

      พี่เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนทั้งหมด 5 คน มีนิสัยเหมือนเด็กผู้ชาย และถูกตามใจ เหมือนลูกคนเล็กๆ ทั่วไป ครอบครัวก็อบอุ่นกันมาด้วยดี จนพี่ไปเรียนเมืองนอกปีแรก ป๋ากับแม่ ก็แยกทางกัน เมื่อเรียนจบกลับมาแล้ว พี่ก็ได้ทำงาน อย่างที่เรียนมา แต่หากินโดยร้องเพลง ที่โรงแรมซึ่งก็เคยร้องอยู่ ก่อนไปเรียนเมืองนอก ตอนนั้นเริ่มมีชีวิต เป็นอิสระเต็มที่ เที่ยวไปทั้งกินและเที่ยว เจอะเจอคนมากหน้าหลายตา ภายหลัง เมื่อเริ่มเข้าวงการ ก็ไปเดินแบบ ถ่ายแบบ ถ่ายละคร จนในที่สุด ชีวิตก็พลิก หน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อมีคนมาชวนทำอัลบั้มเพลง "หนึ่งเดียวคนนี้" และกลายเป็นความสำเร็จอย่างไม่เชื่อ ทำให้มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เด็กวัยรุ่นบางคน หลงใหลเลียนแบบทรงผม การแต่งตัว ตลอดไปถึง ชีวิตในบางอย่าง เช่น การกินเหล้า สูบบุหรี่ มีเพื่อนผู้หญิง ในเชิงชู้สาว เป็นต้น ใจก็ฟ้องและรู้ตัวว่าผิด ทั้งเป็นแบบอย่างไม่ดี แต่แก้ต่าง ให้กับตัวเองว่า มันชีวิตของฉัน คนอื่นก็ทำกัน ไม่มีใครมีสิทธิมาก้าวก่าย แล้วก็ทำต่อไปPook
      เมื่ออัลบั้มชุดต่อ ๆ มาไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร พี่ก็เริ่มวิตก และในขณะเดียวกัน พี่เริ่มมีปัญหา ทางด้านอารมณ์ และจิตใจมาก มันแปรปรวน และน่ากลัว เนื่องจากฤทธิ์ ของแอลกอฮอล์ ที่สะสมในร่างกาย และความสัมพันธ์ ที่ผิดปกติ ก่อให้เกิดปัญหาวุ่นวาย มันเริ่มกัดกร่อน ความคิดจิตใจ จนกลายเป็นคน ฉุนเฉียวง่าย หงุดหงิด นอนไม่หลับ สมองเบลอไปหมด พี่เริ่มคิดว่า จะมีใครหรือ อะไรจะช่วยพี่ ให้พ้นสภาพนครอย่างนี้สักที ในขณะที่คิดว่า ชีวิตกำลังดิ่งลงเหวนั้น วันหนึ่ง เพื่อนรุ่นพี่ ที่ไม่ได้พบกันมานานพอสมควร ก็มาเยี่ยม บอกว่าเป็นคริสเตียนแล้ว และมีข่าวดีมาบอกพี่ เขาเล่าเรื่องพระเยซูให้พี่ฟัง และสิ่งที่พระเยซูได้ทำ ซึ่งมีผลทำให้เขา ได้รับการยกโทษ จากบาปกรรมต่างๆ ทั้งทำให้ พบความหมายในชีวิต และสามารถ สู้ต่อไปได้อย่างมั่นใจ และมีความสุข เขาเล่าถึง การเปลี่ยนแปลงในชีวิต หลายด้านที่ตั้งใจ แต่ไม่เคยทำได้ แต่กำลังเกิดขึ้น อย่างมหัศจรรย์ เมื่อเขาเชื่อวางใจในพระเยซู
      "พี่ฟังแล้ว รู้สึกยินดีไปกับเขาด้วย แต่เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับพี่เล่า" เขาบอกว่า พระเยซูรักปุ๊ และทำเพื่อปุ๊เหมือนกัน คือ การตายบนไม้กางเขน เพื่อรับโทษความผิดบาปแทนปุ๊แล้ว และพระองค์ ปรารถนาจะเข้ามา มีส่วนในชีวิต เพื่อนำทางให้เดินไปอย่างถูกต้อง เหมือนให้ชีวิตใหม่ ที่มีความหวังแก่ปุ๊ พี่ฟังแล้ว เหมือนเป็นข่าวดีจริงๆ เพราะลึกๆ ในใจ พี่ต้องการ คนที่ให้โอกาสพี่กลับใจใหม่ ให้ความหวัง ให้กำลังแก่พี่ ในชีวิตที่วุ่นวายสับสนนี้ ถ้าพระเยซูทำได้ พี่ก็ยอมจริงๆ เพื่อนคนนี้ ได้บอกว่า เพียงแต่ปุ๊ยอมรับความจริง ว่าเป็นคนผิดบาป และเชื่อด้วยความจริงใจ ว่า พระเยซูเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ที่มาตายแทนบาปของปุ๊บนไม้กางเขน และเต็มใจ ที่จะเชิญพระเยซู เข้ามาในชีวิต และเชื่อฟังตลอดไป เท่านี้เองที่ปุ๊ต้องทำ พี่ได้ตัดสินใจจะทำอย่างนั้น
      ในคืนนั้น เมื่อเพื่อนกลับไปแล้ว และเมื่ออยู่คนเดียวในห้องนอน พี่ตัดสินใจแน่วแน่ อธิษฐานกับพระเยซู ทั้งๆ ที่อธิษฐานยังไม่เป็น แต่ใจพี่ก็ร่ำร้อง เรียกหาพระเยซูให้ช่วย "ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าจริง ปุ๊ยอมทุกอย่าง" พี่ไม่รู้เวลาผ่านไปแค่ไหน ก่อนที่จะรู้สึกว่า มีบางอย่างเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน คือ ความอบอุ่น ที่เข้ามาในใจ อย่างบอกไม่ถูก มีความสุขใจ เกิดขึ้นอย่างประหลาด มากเสียจน พี่ร้องไห้ออกมาอย่างไม่รู้ตัว รู้เพียงว่า เป็นการร้องไห้ที่มีความสุขมาก ความหนักอกหนักใจ ที่อัดอั้นมาเป็นเดือนๆ หายไปไหนหมดไม่รู้ ตอนนั้น แม้ยังไม่ค่อยเข้าใจ สิ่งที่เกิดขึ้น แต่พี่มั่นใจ ในนาทีนั้นเลยว่า พี่ได้พบแล้ว พบผู้ที่จะช่วยพี่ได้แน่นอน

พระคัมภีร์อาหารทิพย์ ของ อัญชลี จงคดีกิจ ร๊อกเกอร์สาว
สวัสดีค่ะคุณปุ๊ อยากทราบว่า ได้อ่านพระคัมภีร์มานานขนาดไหน
และช่วยบอกถึงความรู้สึก ต่อพระคัมภีร์ ว่าอ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้าง?

ปุ๊ --- "เริ่มอ่านพระคัมภีร์ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1990 คือตั้งแต่เชื่อพระเจ้า อ่านแล้วรู้สึก พระวจนะของพระเจ้า เป็นเหมือนอาหารทิพย์ เมื่อได้กินแล้วรู้สึกอร่อย อยากอ่านเรื่อยๆ เป็นเหมือนจดหมายรัก ของพระองค์ มาถึงเราทุกคน อ่านแล้วชื่นใจ ให้กำลังใจ มีข้อเตือนสติ ยิ่งถ้าเราอ่านแล้ว เชื่อฟัง ปฏิบัติตาม พระวจนะของพระองค์ จะทำให้ชีวิตเรา เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น"
Pook
อยากบอกอะไรแก่ผู้อ่านบ้างไหมคะ?
ปุ๊ --- "อยากบอกว่าขอให้อ่านพระคำของพระเจ้าให้มากๆ และท่องให้ได้เยอะๆ เพราะจะทำให้เราจำได้ จะทำให้เกิดประโยชน์มาก ขออย่าให้เพียงท่องแต่ปาก แต่ต้องปฏิบัติตามด้วย รวมทั้ง ต้องมีสามัคคีธรรม กับพี่น้องในคริสตจักร ทุกอาทิตย์ด้วย จะทำให้เราเติบโตขึ้น ในพระเจ้าอย่างมาก"
วันนี้คุณปุ๊มาซื้อพระคัมภีร์ฉบับย่อขนาด ได้เห็นพระคัมภีร์ฉบับย่อขนาดนี้ จากที่ไหน และ รู้สึกอย่างไรบ้าง?
ปุ๊ --- "ได้เห็นที่ คริสตจักรมหาพร ที่เป็นสมาชิกอยู่ เห็นแล้วชอบมาก เพราะขนาดกระทัดรัดดี บางลงเยอะ รูปเล่มน่าใช้มาก ทำให้สะดวก ในการพกพาไปไหนต่อไหนได้ รู้สึกดีใจมาก ที่มีอายุยืน จนถึงได้เห็นพระคัมภีร์ ฉบับย่อขนาดเล่มนี้ ที่โบสถ์ได้ขอซื้อพระคัมภีร์ ขอบทอง จากภรรยา ของท่านอาจารย์ธีระ เพื่อให้กับ คุณหัทยา วงศ์กระจ่าง (เกตุสังข์) ในวันเกิดคุณเปิ้ลเมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมาด้วย วันนี้ จึงรีบมาซื้ออีก เพราะกลัวจะหมด"
ชีวิตในการรับใช้พระเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?
ปุ๊ --- "ตอนนี้ทำรายการ "คำตอบชีวิต" อยู่ ซึ่งออกอากาศ ทางช่อง 9 ทุกวันอาทิตย์ เว้นอาทิตย์ ตอนตีห้าครึ่ง ซึ่งคาดว่า ในช่วงคริสตมาส จะจัดเป็นรายการพิเศษ โดยซื้อเวลา จากทางช่อง 9 อสมท. ในคืนวันพุธที่ 23 ธันวาคม เวลา 5 ทุ่ม 15 ถึงเที่ยงคืน 15 จะเชิญดารา ที่เป็นคริสเตียน หลายท่าน เช่น คุณนก (นางสาวไทย) คุณโจ คุณเจ คุณแอน (นันทนา บุญหลง) มาให้สัมภาษณ์ เชื่อว่า จะมีคนสนใจเยอะ ฝากพี่น้อง อธิษฐานเผื่อด้วย และจะยังคง ทำงานด้านสื่อมวลชนต่อไป"
อยากฝากพระวจนะของพระเจ้าตอนไหนแก่คริสตชนทั่วไปบ้าง?
ปุ๊ --- "อยากหนุนใจให้อ่านพระวจนะของพระเจ้ามากๆ เพราะอ่านแล้ว รู้สึกอิ่มใจ จิตวิญญาณสดชื่น ร่างกายหายป่วยไปด้วย ขอลงมืออ่านเลย อ่านอย่างมีวินัย ถ้าไม่มีเวลา ไม่อยากอ่าน ก็ให้อ่านทันที ยิ่งอ่านพระวจนะ ยิ่งได้ใกล้พระเจ้ามากขึ้น ขอฝากพระวจนะว่า..."
"โอ เยาวชน จงเปรมปรีดิ์ในปฐมวัยของเจ้า และให้จิตใจของเจ้า กระทำตัวเจ้า ให้ร่าเริง ในปฐมวัยของเจ้า
เจ้าจงดำเนิน ในทางแห่งใจของเจ้า และตามสายตาของเจ้า แต่จงทราบว่า เนื่องด้วย กิจการงานทั้งปวงเหล่านี้
พระเจ้าจะทรงนำเจ้า เข้ามาถึงการพิพากษา จงตัดความเศร้าหมอง เสียจากใจของเจ้า และจงสลัดความเจ็บปวด
เสียจากเนื้อหนังของเจ้า เพราะความหนุ่มสาว และวัยฉกรรจ์นั้น เป็นอนิจจัง
" [ปัญญาจารย์ 11:9-10]
"ในปฐมวัยของเจ้า เจ้าจงระลึกถึงพระผู้เนรมิตสร้างของเจ้า ก่อนที่ยามทุกข์ร้อนจะมาถึง
และปีเดือน ใกล้เข้ามา เมื่อเจ้าจะกล่าวว่า 'ข้าไม่มีความเพลิดเพลินในปีเดือนนั้นเลย' ...
จงยำเกรงพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติ ของพระองค์ เพราะนี่แหละ เป็นหน้าที่ของมนุษย์ทั้งปวง
"
[ปัญญาจารย์ 12:1,13]
      อยากเตือนสติเยาวชนว่า บางครั้ง เรามักจะคิดว่าตอนเป็นวัยรุ่น ยังสนุกสนานไปได้อีกนาน สนุกไปเรื่อยๆ เพราะวัยรุ่น เป็นวัยที่ตื่นเต้น กับสิ่งเร้าใจภายนอกมากมาย หลงไปในทางที่ผิดง่าย ฉะนั้น จงระมัดระวัง การดำเนินชีวิตให้ดี เราจะรู้สึกเสียดาย เวลาที่ผ่านมา ขอให้ใกล้ชิด พระวจนะของพระเจ้า ใกล้ชิดพระเจ้าให้มาก เพื่อชีวิตเรา จะอยู่ในวิถีทาง ขององค์พระผู้เป็นเจ้า และพระธรรมตอนนี้มีความหมายมาก เพราะกำลังของเรา อยู่ในพระเจ้า พระเจ้าเป็นความรัก พระองค์ทรงรักเรา ทรงประทานกำลังให้เราสู้ต่อไป
"ข้าแต่พระเจ้า พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์"" [สดุดี 18:1]

อยากให้พี่ปุ๊เล่าถึงตัวเองให้ฟัง
ปุ๊ --- "เป็นลูกคนสุดท้อง เกเรมาก จบผดุงดรุณี แล้วต่อเตรียมอุดมฯ ช่วงนั้นขี้เกียจเรียน และไม่ค่อยสบาย เลยเอ็นฯติด แค่สำรอง ก็ไปเรียนคณะสังคมฯ มหา'ลัยเกษตรอยู่ปีนึง ก็ออก ถ้าไม่ออกคงถูกไล่ออก แล้วไปเข้า ABAC เรียนเก่งมาก เพราะตั้งใจ และรู้ว่าเรียนช้าไป 1 ปี ไปๆ มาๆ ก็ดันได้ทุนไปนอก จบตรีและโทที่นั่น ด้านการเงิน และการธนาคาร ระหว่างนั้น สนใจดนตรี เพราะพี่ชาย เป็นนักดนตรี ไม่ใช่โดยอาชีพ แต่ตั้งวงขึ้น เค้าชวนปุ๊เล่นเบส เราตระเวนเล่น ตามงานมหา'ลัย ฟรีบ้าง ได้เงินบ้าง ก็เลี้ยงกัน ชีวิตคลุกคลี อยู่กับกลุ่มนี้ ไม่ค่อยตั้งใจเรียน ต่อมา ได้ร้องเพลง ที่โรงแรมมณเฑียร สมัยนั้น ถ้าใครได้ร้อง ในโรงแรม ก็เรียกว่าอาชีพแล้ว ยังงงเลย เพราะยังเด็กมาก แต่ภูมิใจ เล่นอยู่ไม่กี่เดือนก็ไปนอก แต่ช่วงฤดูร้อน กลับมาเล่น ที่มณเฑียรทุกปี หาค่าเครื่องบินกลับไป สนุกดี เมื่อจบมา รู้สึกเรียนหนัก อยากพักผ่อน เลยมาร้องเพลงต่อ ยังไม่ทำงาน คุณพ่อก็สนับสนุน เพราะได้เงินเยอะดี จากนั้นไปทำรายการทีวี กับเพื่อนพักหนึ่ง ก็เลิกอีก ช่วงนั้น ได้รู้จักคุณจิตนาถ วัชรเสถียร ที่แต่งเพลงให้ เลยทำเทป แต่เดิมไม่ค่อยได้ร้อง เพลงภาษาไทยล้วน ก็ไม่รู้ว่าฮิตได้ไง มีคนวิจารณ์ว่า ร้องแหกปาก เพราะเมื่อก่อน ไม่ค่อยมีใครร้องแบบนี้ ดีใจที่คนเขารับกันได้"
เคยรู้สึกเป็นหนึ่งเหมือนเพลงที่ร้องมั้ย?
ปุ๊ --- "ไม่เคยคิดว่าเพลงนี้จะดัง แต่เขาบอกให้เอาเป็นชื่ออัลบั้ม ให้เข้ากับเครื่องหมายโพดำ ที่จริง ชอบเพลงอื่นมากกว่า เช่น ฉันเหงา เพราะคุณจิตนาถเขียนเพลงนี้ จากการประมวลชีวิตของปุ๊เอง ก็ไม่คิดว่า จะมีความหมายสำหรับคนอื่น พอฮิตขึ้นมา ก็กลายเป็นเพลงประจำตัว"
ทำไมช่วงหนึ่งหายเงียบไป?
Pookปุ๊ --- "ไม่ได้หายไปไหน ยังทำอัลบั้มอยู่ ทำชุดแรกวงการยังไม่ขนาดนี้ เป็นอะไรที่พอสู้กันได้ ต่อมางานเพลงเริ่มบูม ทีมเราเริ่มเกร็ง แนวเพลงเริ่มตัน พอชุด 2 เริ่มเบื่อแต่ยังทิ้งไม่ได้ พอชุด 3 & 4 เริ่มฝืด เมื่อก่อน ขึ้นเวทีด้วยใจรัก ตอนนี้ เริ่มรู้สึกว่า เรามาทำอะไรอยู่เนี่ย ทำเพื่อให้คนดูประทับใจเท่านั้นหรือ ก็เบื่อแต่คิดว่าน่าจะทำต่อไป มาถึงผลงานสุดท้าย ไปไม่ไหวแล้ว รู้สึกว่าวงการนี้ เข้ากับตัวเองไม่ได้ ควรจะเลิก แต่ก่อนเลิก คิดนานนะ นานมาก"
ทำไมถึงมาเชื่อพระเจ้า?
ปุ๊ --- "สิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ว่าเงินทอง ชื่อเสียง มันเป็นของภายนอก ไม่ช่วยด้านจิตใจ เวลาทุกข์ไม่ว่าเรื่องไหน ปุ๊หาทางออก โดยอ่านหนังสือธรรมะ ง่ายๆ นะ ปกติเป็นคน เคร่งเรื่องบาปกรรม เตือนใครๆ บ่อยๆ ว่า อย่าทำนะ เห็นแม่ตียุง ตีแมลงวัน ก็ห้ามแล้วเชื่อไหมล่ะ เพื่อนๆ มักเอาหนังสือ ตายแล้วไปไหนมาให้ ปุ๊อ่านหมดเลย ปุ๊คิดว่า เราก็ทำดี แต่ทำไมความทุกข์ ที่คนอื่นนำมาให้ ทำไมไม่เห็นผลทันตา หรือต้องรอชาติหน้า เคยคิดว่า นั่งสมาธิทำใจ คงช่วยได้ ก็ไปหาคนที่นั่งสมาธิถูกทาง ให้มาสอนเรา แต่ก็พบว่า ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด ก็ทุกข์ใจได้เสมอ แม้มีเพื่อนเยอะ แต่ไม่สามารถพูดให้ใครฟังได้ มันอยู่ส่วนลึก จนเพื่อนพูดเรื่องนี้ให้ฟัง แต่ไม่เคยได้ยินว่า พระเจ้าช่วยได้ พระเจ้าเป็นสันติสุข รู้แต่ว่าพระเจ้าสร้างโลก แต่ไม่คิดว่าพระเจ้า ทำได้มากกว่านี้ ก็ฟังแต่ไม่เชื่อ
      มาเชื่อจริงๆ เมื่อ 5 ม.ค. 1990 คุยตั้งแต่ทุ่มถึงเที่ยงคืน ประทับใจในสิ่งที่เค้าพูด คิดว่าถ้าเรามีทุกข์ พระเจ้าคงขจัดปัดเป่าได้ ตอนนั้น ตื้นตันจริงๆ เหมือนได้ข่าวดี แต่ยังไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง เพื่อนก็ชวนให้รับเชื่อ ใจไม่ดีเลย เพราะไม่ทันคิด ตายแล้ว! ไวเกินไป จะบอกว่า ไม่รับก็เกรงใจ เอาก็เอา ตอนเค้าอธิษฐาน รู้สึกแปลกๆ น้ำตาคลอๆ แต่ยังกลัวๆ เพราะใจไม่พร้อม ก่อนเค้ากลับ ก็ถามเค้าว่า ถ้าจะอธิษฐานต่อพระเจ้า ต้องทำยังไง เค้าบอกว่าพูดอย่างจริงใจ เหมือนพูดกับพ่อ คืนนั้น ตั้งใจอย่างดี อาบน้ำเสร็จ ก็ล้มตัวลงอธิษฐาน ท่ามกลาง ความเงียบสงบ มีสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ปุ๊รู้เลยว่าพระเจ้ามีจริง พระเจ้าคุยกับปุ๊ พระเจ้าอยู่ใกล้ๆ เอง ร้องไห้เสียไม่มี เชื่อมั้ย? ร้องเพราะคิดว่า ที่ฉันล้มลุกคลุกคลาน กับชีวิตมา จนเป็นอย่างงี้ ฉันไม่เคยนึกถึง พระเจ้าของฉัน ซึ่งพระเจ้าอยู่ตรงนี้เอง ฉันดำเนินชีวิตมาได้ยังไง โดยไม่มีพระเจ้า (ทุบโต๊ะโป๊กๆๆ) พระเจ้าปล่อยให้ฉัน มีชีวิตอย่างงี้ได้ยังไงกัน ร้องไห้ใหญ่ พร้อมกับต่อว่าพระเจ้าในใจ แต่มันเป็นจริง วินาทีนั้น สันติสุข เกิดขึ้นท่วมท้น ทุกข์มันหดหายไปไหนหมด ก็ไม่รู้ คืนนั้นปุ๊หลับสนิท แบบฝันดี ตื่นเช้า ตัวลอยออกจากห้อง อยากร้องเพลง แต่ร้องไม่เป็นซักเพลง
      เช้านั้นรีบโทรไปบอกเพื่อนว่าเชื่อแล้ว รู่จักแล้วเมื่อคืนนี้เอง อีกสองวันไปหาพี่อ้วน (ไฉไล บุษกรเรืองรัตน์ พี่สาวที่เป็นหมอฟัน) ใส่แว่นดำไปเลย แกล้งถาม พี่อ้วนดีขึ้นมั้ย เมื่อเชื่อพระเจ้า พี่อ้วนว่าดี ปุ๊บอกว่า รู้มั้ย ปุ๊เป็นคริสเตียนแล้ว พี่อ้วนทำหน้าแบบว่า หน้าอย่างเธอนะรึ อย่ามาหลอกฉันเลย เพราะเราเล่นกัน จนไม่รู้ว่าอะไรจริง ปุ๊พูดไปน้ำตาคลอไป เธอถึงได้เชื่อว่าจริง เค้าดีใจที่สุด เพราะอธิษฐาน เผื่อครอบครัวมา 15 ปี แล้ว เค้าอดทน จนทุกอย่างเป็นจริง ได้เทปเพลงคริสเตียนจากพี่อ้วน พอถึงบ้าน ก็เปิดลั่นบ้าน ร้องทั้งวัน จนพ่อวิตกมาก พ่อบอกว่า ตอนนั้น พอได้ยินปุ๊ร้องเพลง พ่อปิดประตูปัง! เอามืออุดหู คิดว่าลูกบ้าไปแล้ว พ่อบอกใครๆ ว่า โอ๊ย! ปล่อยปุ๊ไปซักพัก มันลมเพลมพัด เดี๋ยวมันก็เลิก แต่ไม่ได้เป็นอย่างที่พ่อคิด จนพ่อมาเป็นคริสเตียนอีกคน
"
ความเปลี่ยนแปลงของชีวิต
ปุ๊ --- "คนอื่นอาจไม่เห็นถึงความแตกต่าง แต่ตัวเรารู้ ที่ชัดที่สุด คือจิตใจเปลี่ยนไป สิ่งแรกคือ สันติสุขที่เกิดขึ้น ความรักจากพระเจ้า ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ชำระใจปุ๊ให้เป็นคนใหม่ ภายนอก อาจเห็นไม่ชัด เพราะยังต้องใช้เวลาเปลี่ยนแปลง แต่พระเจ้าเปลี่ยนเรา ได้อย่างสิ้นเชิง ซึ่งแต่ก่อน ไม่คิดเช่นนั้น ปุ๊อยากบอกทุกคนว่า ความสุขที่แท้จริง คือการได้รู้จักกับพระเจ้า การที่ได้รู้ว่า มีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้า ได้รู้จักพระคุณพระองค์ ทำให้รู้ว่า ในชีวิตนี้ เราไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว นี่คือที่สุดของเรา ทั้งรู้สึกมั่นคงและปลอดภัย"
สุดท้ายนี้อยากจะฝากอะไรกับเพื่อนๆ
ปุ๊ --- "พี่ขอฝากความรัก ในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า มาสู่น้องๆ ทุกคน พี่ไม่มีคำพูดใดๆ ที่พอจะมีคุณค่ามาฝาก นอกจากใจ ที่ปรารถนาอย่างยิ่ง ที่อยากให้น้อง ที่ยังไม่รู้จักพระเยซูคริสต์ ได้รู้จักพระองค์ และรับพระองค์ ให้เป็นพระผู้ช่วยของน้อง ในชีวิต ที่กำลังจะดำเนินไปข้างหน้า ชีวิตวัยรุ่น เป็นชีวิตที่กำลังมีการท้าทาย อย่างมากมาย เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต พี่จึงอยากแนะนำ ให้พวกเรา มีผู้ช่วยในชีวิต ซึ่งไม่ใช่ธรรมดา แต่เป็น ผู้ช่วยที่ดีเลิศ ที่จะนำเราไ ปสู่การเติบใหญ่ ได้เต็มที่ ไปสู่ความหวังในอนาคต และไปสู่เป้าหมายในชีวิต อย่างแท้จริง ขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้า อำนวยพร ชีวิตของน้องทุกๆ คน และทรงสถิตย์ กับทุกคนที่เชื่อ เพื่อเป็นความหวัง เป็นพลัง และเป็นความรอดของทุกชีวิต"
จากหนังสือ "Real Life Real Connections", Campus Crusade for Christ 

บทเพลงรัก ของผู้ชายหัวใจดนตรี

บทเพลงรัก ของผู้ชายหัวใจดนตรี

      เพราะชีวิตคือชีวิตเมื่อมีเข้ามา ก็มีเลิกไป...จากถ้อยคำที่ง่ายๆ แต่มีความหมาย แตะต้องหัวใจ ถูกบรรจงแต่งขึ้นเป็นบทเพลง ที่เรียงร้อยด้วย ท่วงทำนองของดนตรี แต่ละชิ้น อย่างกลมกลืน ละเอียดอ่อน และนำเสนอต่อสาธารณชน ด้วยมุมมองใหม่ ที่ให้ความหวัง กำลังใจ จนใครๆ อยากจะรู้จักผู้แต่งเพลง Live and Learn "ล้มบ้างก็ได้"Boyd
      ชีวิน โกสิยพงษ์ หรือบอย จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย UCLA (University of California at Los Angeles) ปัจจุบันอายุ 36 ปี เริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 4 ขวบ พออายุ 12 ขณะที่เรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 6 ก็เริ่มแต่งเพลงให้กับการ์ตูนที่ตนเองเขียนขึ้น แต่มาจับเป็นอาชีพ เป็นเรื่องเป็นราวก็เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง
ครอบครัวที่อบอุ่น ของบอย โกสิยพงษ์
      บอยเกิดในครอบครัวที่อบอุ่น มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ตนเองเป็นคนกลาง แต่ไม่เคยรู้สึกเลยว่า ลูกคนกลางคือลูกที่มีปัญหา เพราะพ่อแม่รักลูกทุกคนเท่ากันหมด
      คุณพ่อคุณบอยเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ยอมยกสำนักงานมาไว้ที่บ้าน เพื่อจะได้มีเวลา อยู่ใกล้ชิดครอบครัว คุณแม่จะทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกๆ และดูแลงานบ้านทั้งหมด เมื่อคุณพ่อเสร็จงาน ก็จะเข้าครัวทำอาหาร คุณแม่ก็จะจัดเตรียมผลไม้ วันละหลายๆ กิโล แช่เย็นไว้ให้ลูกๆ
      สำหรับคุณบอยแล้ว พ่อกับแม่คือคนคนเดียวกัน ท่านคือผู้ให้ ให้ความรัก ความเข้าใจ ให้ทุกอย่าง เท่าที่กำลังความสามารถของท่าน จะให้ได้ และให้กับลูกทุกๆ คน ท่านกลัวลูกจะขาด จึงคอยเติมให้เต็มเสมอ คุณพ่อคุณแม่จะกอด และบอกรักลูกๆ อยู่บ่อยๆ มีบางครั้งเช่นกันที่ลูกๆ ถูกตี ก็เป็นการทำโทษเพื่อสอนให้ลูกรู้ผิดรู้ถูก
      แม้คุณบอยจะไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง ถ้าเทียบกับพี่น้องคนอื่นๆ ซึ่งเรียนได้ A หมดทุกคน บางคนเป็นนักเรียนทุน สำหรับคุณบอยแล้ว หากในชั้นเรียนมีนักเรียน 50 คน ก็จะสอบได้ที่ 49 หรือ 50 แต่นั่นไม่ใช่ปมด้อย ไม่ใช่เรื่อง ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องโกรธ หรือลงโทษ กำลังใจที่ได้รับจากท่านทั้งสอง รวมทั้งคำพูดหนุนใจ ทำให้คุณบอย สามารถที่จะผ่านชีวิตวัยเด็ก และวัยรุ่นมาได้อย่างมีความสุข
      เพราะว่าพอผมเอาผลสอบไปให้แม่ดู แม่บอกว่าดีนะที่สอบผ่าน เอาแค่ผ่านก็พอแล้ว คือพี่น้องผมเก่งหมดเลย มีผมที่เรียนไม่ได้เรื่อง ก็กลัวพ่อแม่เสียใจ ผมถามแม่ว่า บอยเรียนไม่เก่ง เป็นอะไรรึเปล่า แม่บอก บอยเรียนไม่เก่งเหมือนแม่ ไม่เป็นไรหรอก ตอนเด็กๆ แม่ก็เรียนไม่ได้เรื่องเหมือนกัน
      แล้วถ้าตกล่ะพ่อ ผมชอบมีคำถามกับพ่อ ถ้าสอบตกทำยังไง พ่อผมจะบอกว่า ตกก็ตกไม่เป็นไร จะได้แน่นๆ กว่าพ่อจะไปเรียน ป.1 ก็ตั้ง 10 ขวบ ความรักที่คุณพ่อคุณแม่ มีต่อกัน และมีต่อลูกๆ ตลอดจนแบบอย่างที่ดี ที่ท่านทั้งสอง แสดงให้เห็นทุกวัน ส่งผลให้ลูกๆ ทุกคนเติบโต มาอย่างมีคุณภาพ ผูกพันกัน ช่วยเหลือกัน
      ภาพประทับใจที่คุณบอยไม่เคยลืมเลย คือ ตอนนึกถึงคุณพ่อยิ้ม ตาหยีเลยครับ อย่างตอนนั้นผมอายุ 21 ผมอกหัก พ่อแม่มากอดผม ผมเห็นพ่อร้องไห้กับผม ท่านรู้ว่าผมเสียใจ ท่านสงสารผม ผมเลยบอกกับตัวเองว่า จะไม่ทำให้ท่านต้องร้องไห้อีก พ่อแม่จะพูดอยู่เรื่อยเวลาที่ลูกคนไหนไม่สบาย ท่านจะพูดว่า ถ้าพ่อแม่ เจ็บแทนได้จะขอเจ็บแทน ให้ความเจ็บทุกอย่างมาตกอยู่กับพ่อแม่แทนลูก

บทเพลงแห่งรัก
      สิ่งที่คุณบอยได้พบได้เห็นและได้รับตั้งแต่เด็กๆ คือครอบครัวที่อบอุ่น ความรัก ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ตลอดจนคำพูด คำสอนของคุณพ่อคุณแม่ ส่งผลต่อการแต่งเพลง ซึ่งออกมาในแนวรักบวก
      พ่อผมจะพูดเสมอว่าให้เอาใจเขามาใส่ใจ เราคือ ถ้าเราไม่ชอบ คนอื่นก็ต้องไม่ชอบ ดังนั้นเราทำงานทำการอะไร ก็ต้องมั่นใจแน่นอน แล้วว่า ถ้าเป็นเรา เราจะชอบ เราก็จะได้ทำแต่ ของที่ดีออกไป
      เพราะผมไม่ชอบรัก ลบ พวกเพลงที่ฟังแล้วไปโทษคนโน้นคนนี้ หรือหดหู่ เพลงแนวอกหักของผมก็มี แต่จะเป็นอกหักที่ไปลงที่ตัวเราเอง เราไม่ได้ไปลงที่คนอื่น ไม่โทษคนอื่น
      นอกจากเพลงรักแล้วแนวเพลงของคุณบอยยังเป็นเพลงที่ให้กำลังใจ เช่นเพลง ล้มบ้างก็ได้ เป็นเพลงที่ได้แรงบันดาลใจ จากคำหนุนใจของคุณพ่อ เมื่อครั้งคุณบอยเป็นเด็ก เรียนหนังสือไม่เก่ง คุณพ่อสอนคุณบอยว่า คนเราล้มบ้างก็ได้ แพ้บ้างก็ได้ คุณบอยเล่าว่า เมื่อไม่นานมานี้ได้อ่านหนังสือพิมพ์ พบว่าเด็กบางคน ที่ผิดหวังในความรัก ก็รับไม่ได้ ต้องยิงกัน ฆ่ากัน ก็เลยนำคำสอนของพ่อ มาแต่งเพลงให้พวกเขา สอนเขาว่าชีวิตไม่ได้มีแต่ชัยชนะเท่านั้น มีพ่ายแพ้ ผิดพลาดเพื่อจะแก้ไขและลุกขึ้นมาต่อสู้ใหม่
      สำหรับเพลง Live And Learn เป็นอีกเพลงหนึ่ง ที่ได้นำมาจากคำสอนของคุณพ่อ ที่ให้เราเรียนรู้ ที่จะอยู่กับสิ่งที่เรามี แล้วหาวิธีที่จะมีความสุขกับมันให้ได้ อันนี้ก็เป็นคำพูดของพ่อผมฮะ ตอนที่ผมรู้สึกแย่ ผมจะถามว่า ถ้าเป็นพ่อ พ่อจะทำยังไง พ่อก็บอกว่า ต้อง Learn how to live in it. ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่เรามี แล้วก็หาวิธีที่จะมีความสุขกับมันให้ได้ บอยทำได้ ชีวิตบอยก็มีความสุข
      มีหลายคนสงสัยว่า การเป็นศิลปินนักแต่งเพลงนั้น กว่าจะได้เพลงแต่ละเพลงออกมา นอกจากจะต้องอาศัย ประสบการณ์ชีวิตแล้ว คงต้องใช้เวลา สถานที่ อารมณ์ที่พิเศษ เพื่อเอื้อให้เป็นบทเพลงที่ไพเราะ แต่สำหรับคุณบอยแล้ว เพลงทุกเพลงมันเกิดขึ้นจากภายใน หลายครั้งที่คุณบอยเอง ก็ยังสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร แทบไม่เชื่อว่า เป็นฝีมือของตนเอง เพราะการแต่งเพลงของคุณบอย ไม่เคยมีปัญหา แต่มันจะหลั่งไหลออกมาไม่หยุด สามารถเขียน เนื้อและทำนองได้ทันที เหมือนกับมีอะไรบางอย่างคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ เคยคิดว่ามีเทวดามาบอกให้ จนกระทั่งคุณบอย ได้มาพบพระเจ้า จึงเข้าใจกระจ่างว่า สติปัญญาความ สามารถทั้งหมดที่คุณบอยมีอยู่นั้น พระเจ้าเป็น ผู้ประทานให้

พระวจนะแห่งความจริง
      เกือบ 10 ปีที่คุณบอยทุ่มเทชีวิต และหัวใจให้กับงานเพลง แต่ปรากฏว่าในระยะหลังๆ งานที่เคยทำด้วยหัวใจ และความรัก กลับแปรเปลี่ยนไป เป็นการทำงานเพื่อความสำเร็จ เพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง เพื่อตนเอง จะเป็นคนเก่ง ขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อคุณบอย ได้มีโอกาสทบทวน ถึงเป้าหมายชีวิตของตน ก็พบว่า เขากำลัง พลาดจากความตั้งใจเดิม จึงรู้สึกสับสนและท้อถอย แต่ก็ไม่อาจออกจากอาชีพนี้ไปได้ เพราะมีครอบ ครัวที่ต้องเลี้ยงดู
      ดังนั้นเมื่อประมาณต้นปี 2545 ที่ผ่านมา คุณบอยจึงตัดสินใจ พาครอบครัวไปอเมริกา อยู่ที่นั่นได้ 2 เดือนก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้น จนกระทั่ง ได้พบกับเพื่อนรุ่นพี่ คนอเมริกัน ชื่อ David (เดวิด) เป็น Producer อยู่ที่อเมริกา และรู้จักกันตั้งแต่คุณบอยอายุ 19 ปี
      คุณบอย ได้เล่าถึงความไม่สบายใจ ให้เดวิด ฟัง ที่น่าแปลกคือ เมื่อเดวิดฟัง แล้วกลับฝากพระคัมภีร์มาให้อ่าน ในครั้งแรกคุณบอยเอง ไม่คิดที่จะอ่าน แต่ได้รับการขอร้องให้เก็บไว้ และขอให้นำกลับมาเมืองไทยด้วย เพื่อเมื่อใดที่อยากจะอ่าน จะได้มีอ่าน และในวันหนึ่ง คุณบอยตัดสินใจ ที่จะเปิดพระคัมภีร์เล่มนั้นออกอ่าน
      โอเค ผมยอมเปิดพระคัมภีร์อ่านก็เพราะเดวิด...คืนนั้นผมอธิษฐานว่า ถ้าสิ่งที่ผมเป็นอยู่นี้ เป็นสิ่งที่พระเจ้ากำลังจะสอนผม หรือว่าจะทำอะไรกับผม ช่วยให้ผมเชื่อโดยการเปิดครั้งเดียวนะ เพราะถ้าหลังจากนี้ ผมจะไม่เชื่อแล้ว ช่วยนำทางผมไปด้วย ผมก็เปิด แล้วผมก็อ่านเจอตรงนี้ You must trust God (จงวางใจในพระเจ้า) ผมขนลุกซู่ทั้งตัวเลย เหมือนสิ่งที่ผมแบกไว้ในใจ และไม่กล้าบอกใคร ว่าผมมีกิเลสในการแต่งเพลง ผมรู้สึกสิ่งนั้นถูกยกหายออกไปหมดเลย
      ผมรู้สึกเชื่อขึ้นมา ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ยังไงช่วยให้ผมเชื่อได้เรื่อยๆ ช่วยทำให้ผมเข้มแข็ง จากนั้นวันรุ่งขึ้นและทุกๆ วัน ผมคุยกับ Bible (พระคัมภีร์) ตลอดเลย ผมเปิดอ่าน ผมมีคำถาม ผมถาม Bible จะตอบผมได้ ผมก็ทำงานได้อย่างมีความสุข เพราะว่าเหมือนกับผมไม่ต้องไปคิดแล้วว่า ผมจะมีตำแหน่ง จะเก่งขึ้นไหม? หรืออะไรอย่างนี้ ผมแต่งเพลง เพราะมีความสุขอย่างเดียว โอ้โฮ... ก็ไหลยาวมาเลย แบบไม่มีปิดก๊อกซักที ทุกวันมีเรื่องอะไรผมก็ปรึกษา Bible หมด ผมได้รับคำตอบที่ทำให้ผมมั่นใจได้ว่า พระเจ้าดูแล ผมตลอดเวลา
      คุณบอยได้ให้ความคิดเห็นว่า ในการอ่านพระคัมภีร์นั้นเราจำเป็นต้องใช้ใจอ่าน ต้องเปิดใจก่อน จึงจะเข้าใจ แม้ว่าจะได้ยินเรื่องราวของพระเจ้ามาตั้งแต่เด็กๆ แต่ก็ไม่เคยเข้าใจ จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ พอเปิดใจ พระเจ้าก็พูดกับตนเองทันที คริสเตียนแต่ละคน ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือ หรือสื่อที่จะนำพระคัมภีร์ออกไป ให้กับคนต่างๆ ที่ยังไม่มีโอกาสรู้จักพระเจ้า เหมือนเช่นเดวิดได้ทำหน้าที่นี้กับเขา ตัวพระคำของพระเจ้า มีฤทธิ์เดชอยู่แล้ว หากผู้ใดเปิดใจอ่านก็จะพบและสัมผัสกับพระเจ้าได้

ชีวิตที่เปลี่ยนไป หลังจากได้สัมผัสพระเจ้า
      ทุกวันนี้แม้คุณบอยได้สัมผัสกับความจริงในพระวจนะของพระเจ้าแล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่ เพราะว่าเราเกิดมาเพื่อมีปัญหาอยู่แล้ว พระคัมภีร์ก็บอก เกิดมาเพื่อเจอปัญหา พระเจ้า จะทดสอบเราตลอดเวลา เพียงแต่บางที ด้วยความเป็นเนื้อหนังของเรา มันก็จะงงๆ ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ก็ปรึกษาพระเจ้า... อีกอย่างหนึ่งก็คือ ทำให้คนรอบข้าง เริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของผม จากการที่ผมเป็นคนยึดติดมากกับหลายๆ เรื่อง เขาก็เริ่มเห็นกันว่า อย่างน้อยเมื่อเรานับถือพระเจ้านี่ เราก็มีความสุขในชีวิตมากขึ้น เพราะผมเป็นคนยึดติด กับครอบครัวมาก การแก่ การป่วยไข้ของคนในครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่ของผม เป็นความทุกข์ที่ผม ไม่เคยรับได้เลยในอดีต
      หุ้นส่วนผมที่ชื่อ สุกี้ แต่ก่อนก็เป็นคนไม่มีศาสนาอยู่แล้ว พอผมมาเป็นคริสเตียน เขาก็บอกว่า ทำให้ดูปีหนึ่ง แล้วจะเชื่อว่าคุณนับ ถือจริง คือผมนับถือจริงๆ มากขึ้นทุกวันๆ จนสุกี้เขาเห็น ความเปลี่ยนแปลงของผม คือเขาเห็นชีวิตผมมีความสุขมากขึ้น รับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็เริ่มที่จะถามผมถึงศาสนา ผมก็ดีใจที่พระเจ้าให้เราแสดงตรงนี้
      เช่นเดียวกันกับคุณแม่ ที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ในชีวิตของคุณบอย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงที่ท่านกำลังเจ็บป่วยอยู่ คุณบอย จะอธิษฐานกับท่านทุกวัน ซึ่งท่านก็ยินดี และเต็มใจอย่างยิ่ง และตอบรับว่า อาเมน ทุกครั้ง คุณบอยปรนนิบัติ ดูแลท่านอย่างดีที่สุด จนสุขภาพของท่านดีขึ้น แม้จะยังไม่สมบูรณ์ก็ตาม

      สำหรับคุณบอยแล้ว พระคัมภีร์และพระสัญญาของพระเจ้าทุกตอน เป็นจริงในชีวิต แม้จะถูกเขียนมากว่า 2000 ปีแล้ว แต่ก็สามารถตอบคำถาม ตอบปัญหาในปัจจุบันได้ การที่คนเราสามารถ มีพระคัมภีร์เป็นของตนเอง ในภาษาที่ตนเองเข้าใจได้ จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเราไม่จำเป็นต้องรอ จนถึงวันอาทิตย์ เพื่อไปโบสถ์ เพื่อฟังว่าพระเจ้าจะพูดอะไร กับเรา แต่สามารถพูดคุยกับพระเจ้า ผ่านพระคัมภีร์ได้ นอกจากนี้ คุณบอยยังพบว่าพระเจ้า เป็นเจ้าของเสียงเพลงและเสียงดนตรี ซึ่งทำให้คุณบอยภูมิใจ และดีใจที่ได้ทำงานด้านดนตรี และใช้ความสามารถทางดนตรี ในการสื่อความรักของพระเจ้า และความหวังใจ กำลังใจให้แก่ผู้ฟัง
แด่พระองค์ผู้ทรงสามารถปกป้องพวกท่าน ไม่ให้สะดุดล้ม
และทรงตั้งพวกท่าน อยู่เบื้องหน้า พระสิริของพระองค์
โดยปราศจากตำหนิ และมีความร่าเริงยินดี
ขอพระเกียรติ ความยิ่งใหญ่ อานุภาพ และสิทธิอำนาจ
จงมีแด่พระเจ้าองค์เดียว ผู้เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเรา
โดยทางพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเรา
ทั้งในอดีตกาล ปัจจุบันกาล และในกาลต่อๆ ไปเป็นนิตย์
..... อาเมน " [ ยูดา 24-25 ]

บอย โกสิยพงษ์
นักร้องและนักแต่งเพลง

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ชัยรัตน์ จิตต์แก้ว พุทธ คริสต์ อิสสลาม เหมือนหรือต่าง

พุทธ คริสต์ อิสสลาม เหมือนหรือต่าง โดย ชัยรัตน์ จิตต์แก้ว
ขอเรียนถามคุณชัยรัตน์ครับ ผมเองได้อ่านบทความทาง website แล้วจึงเกิดข้อสงสัยหลายประการ เช่น ศาสนา ยิว คริสต์ อิสลาม เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกันแท้ ๆ แต่ต้องมาเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิง ดินแดน สงครามครูเสดระหว่างชาวคริสต์กับชาวมุสลิมเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน

แม้ ว่าพระพุทธเจ้าท่านจะเป็นเพียงมนุษย์ก็ตามแต่ท่านได้วางแบบที่ดีในการดำเนิน ชีวิตที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง พระเยซูศาสดาที่ยิ่งใหญ่ก็เช่นกัน ท่านก็เป็นคนดี (ศาสนาอิสลามเชื่อว่าท่านเป็นศาสนทูตองค์ที่ 24 ของพระผู้เป็นเจ้า) จนกระทั่งศาสนทูตองค์ที่ 25 ปรากฎขึ้นคือ ท่าน นบี โมฮัมหมัด ซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นศาสดาองค์สุดท้ายและถ้าใครมาแอบอ้างเป็นศาสดาอีก ชาวมุสลิมถือว่าเป็นศาสดาปลอม ผมเชื่อว่าพระเจ้าเที่ยงแท้คืออัลเลาะห์มีแต่องค์เดียว ครับ

คุณ Nattapong Jaruns ที่นับถือ

..ผม ยินดีตอบในฐานะที่ถูกถาม แต่ผมต้องขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้เป็นนักปราชญ์หรือนักวิชาการด้านศาสนา เปรียบเทียบ และไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์สากลด้วยดังนั้นสิ่งที่ผมจะแบ่งปันต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงความรู้เท่าหางอึ่งที่ผมได้รับรู้มาในช่วงเวลาแห่งการแสวงหา ความจริงในชีวิตของผม ขอให้ถือว่าในหมู่มนุษย์ที่นับถือพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวกันนี้ (คุณกับผม) นี่เป็นอาหารฝ่ายจิตวิญญาณที่เราจะแบ่งปันกันก็แล้วกันครับ...

ขอพูดเรื่องพุทธศาสนาก่อนเพราะผมเคยเป็นพุทธมาก่อน... คำสอนของพระพุทธเจ้า (เจ้าชายสิทธัตถะ) เป็นคำสอนที่ดีเลิศที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะค้นคว้าหาคำตอบได้ในช่วงชีวิตหนึ่งของเขา… พระพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ประมาณ 80 ปี หรือ ไม่เกิน29,200 วัน ในช่วงเวลาสองหมื่นกว่าวันนี้ มหาบุรุษผุ้นี้ได้ใช้จิตใจของตนเองเป็นห้องค้นคว้าวิทยาการทางจิตมากกว่า มนุษย์คนใดๆในโลก ความรู้ที่ท่านมีนั้นมากมายมหาศาลจนกระทั่งว่าท่านไม่สามารถนำออกมาสอนได้ หมด ท่านเคยบอกว่าสิ่งที่ท่านสอนนั้นเปรียบเสมือนกับใบไม้ประดู่ลายเพียงกำมือ เดียวเมื่อเทียบกับความรู้ที่ท่านมีมากเสมือนใบไม้ประดู่ลายทั้งป่า... แต่ การที่ผู้เรียนจากท่านจะได้รับผลในชีวิตอย่างที่ท่านได้รับนั้นก็มีทางเดียว คือต้องทำตัวเลียนแบบท่านทั้งหมด จะมามัวทำงานหากินเลี้ยงลูกเมีย หรือนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ หรือจะไปพักร้อนนอนเล่นริมทะเลอ่านหนังสือเล่มโปรดตามไลฟ์สไตล์ของเราเองก็ คงไม่ได้ ... พูดง่ายๆว่าชีวิตนี้มันสั้นนัก เวลามีน้อย ต้องมุ่งปฏิบัติทั้งกายและจิตมุ่งนิพพานหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดให้ ได้... การดำเนินชีวิตนอกเหนือจากการมุ่งนิพพานล้วนไม่ใช่เป้าหมายที่ควรส่งเสริมใน ชีวิตมนุษย์ ถ้าจะว่ากันเป็นรูปธรรมอย่างอุดมคติก็คือต้องออกบวชไปอยู่ป่าอยู่กับ ธรรมชาติแล้วเดินตามรอยธรรมที่ท่านได้ชี้บอกทางไว้จนกระทั่งไปสุดทางก็จะได้ รับผลด้วยตนเอง... แต่คนในโลกทุกวันนี้มีหกพันสามร้อยกว่าล้านคนแล้ว (6,300+ ล้าน) ป่าเขาลำเนาไพรที่เป็นธรรมชาติจริงๆก็เหลือเพียงน้อยนิด มนุษย์เอามาสร้างรีสอร์ตส่งเสริมการท่องเที่ยวกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว ดังนั้นแนวทางที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ทำไว้ให้เราดูก็ทำท่าว่าจะเป็นไปไม่ได้ จริง นอกจากนั้นแล้วการดำเนินชีวิตด้วยการขอกินก้อนข้าวตก (ความหมายของคำว่าบิณฑบาตร) ก็เป็นไปไม่ได้เพราะไม่ค่อยมีคนมีเวลาตื่นตีสี่ตีห้ามาหุงข้าวใส่บาตรกัน แล้ว ที่สำคัญ...คนหกพันกว่าล้านคนถ้าออกบวชหมดเพื่อเปลี่ยนโลกให้เป็นสังคม อุดมคติแบบพุทธก็เห็นทีจะยากหรือเป็นไปไม่ได้อีก เพราะจะไม่มีคนทำนา ไม่มีคนปั่นไฟฟ้า ไม่มีคนขับรถขยะ ฯลฯ...

ดัง นั้นผมสรุปของผมเองว่าทั้งผมและคุณน่าจะมองไม่เห็นภาพตัวเองทิ้งบ้าน เรือนออกบวชมุ่งไปให้สุดทางที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ชี้ไว้เลย คนอีกหลายพันล้านคนในโลกนี้ก็ไม่น่าจะมองเห็นเช่นกันเพราะการมองภาพใหญ่แบบ โชคชะตาของมนุษยชาตินั้นไม่มีใครเชื่อว่าเป็นไปได้จริงที่แนวทางแบบพุทธจะ เป็นคำตอบในทางปฏิบัติของมนุษยชาติ... ทำไมล่ะ ? ... ก็เพราะว่าธรรมชาติที่ติดตัวมนุษย์มานั้นมันเป็นธรรมชาติบาป ซึ่งไม่ได้ชอบการขัดเกลาด้วยระเบียบวินัย แต่วิถีแบบพุทธอาศัยระเบียบวินัยทั้งทางกายและทางจิตอย่างเอาจริงเอาจัง พูดง่ายๆแนวทางของพุทธเป็นแนวทางฝืนธรรมชาติสำหรับมนุษย์ส่วนใหญ่ ดังนั้นพุทธศาสนาจึงขยายตัวต่อเนื่องไปตลอดไม่ได้... นี่แหละพุทธศาสนาแท้ๆแบบดั้งเดิมจึงค่อยๆหดเล็กลงไปเรื่อยๆ ในระยะยาวแนวโน้มก็คงกลายสภาพไปปนกับลัทธิอื่นๆอย่างที่มีศัพท์ในพุทธศาสนา เรียกว่าสัทธรรมปฏิรูป คือสัจจธรรมของเจ้าชายสิทธัตถะได้ถูกปฏิรูปไปตามถิ่นต่างๆในโลก... อีก ประการหนึ่ง การจะเป็นชาวพุทธที่ได้รับผลในอุดมคติต้องอาศัยความเชื่ออย่างแรงกล้ามาก ด้วย... เชื่ออะไร? ก็ต้องเชื่อว่าสิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ค้นพบนั้นเป็นความจริงและสมควรเอา อย่าง นี่เป็นการเชื่อและไว้วางใจในปัญญาของมหาบุรุษผู้นี้ที่สานุศิษย์ต้องมีให้ ศัทพ์ชาวพุทธเรียกว่าต้องมี "ตถาคตโพธิสัทธา" คือเชื่อในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เชื่อว่านิพพานมีจริงก็คงไม่มีใครตัดใจทิ้งลูกเมียออกบวชได้ และในเส้นทางการบวชก็ต้องถูกทดลองจิตใจมากมาย ถ้าทำไม่ได้ตลอดจริงก็จะเข้าทำนอง โลกก็ช้ำ-ธรรมก็ขุ่น คือล้มเหลวทั้งทางโลกและทางธรรม...

สรุปว่าพระพุทธเจ้าได้สอนสิ่งที่ดีแต่มีมนุษย์ไม่มากนักที่ทำได้ เหมือนนักเขียนกฎหมายได้ออกกฎหมายมามากมายแต่ไม่มีใครทำได้ทุกข้อ เหมือนคำแนะนำของแพทย์ให้ทำตัวอย่างนั้นดี กินอย่างนี้ดี พักผ่อนอย่างนี้ดี แต่คนไข้ก็ทำไม่ได้... ความรู้เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่ว่าคนมีความรู้แล้วจะทำตามที่รู้ได้... คนที่รู้แต่ทำตามสิ่งที่ตนรู้ไม่ได้ก็มีผลลัพธ์เท่ากับคนที่ไม่รู้และไม่ได้ ทำ ... ไม่ต่างกัน...

ทีนี้ก็ขอเล่าเรื่องของพระเจ้าของเราบ้าง... เป็นความจริงว่า พระเจ้าเที่ยงแท้มีพระองค์เดียว พระองค์เป็นพระเจ้าของศาสนายิว ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ... อิสลามเรียกพระนามพระเจ้าว่าพระอัลเลาะห์ แต่ยิวดั้งเดิมบอกว่าพระนามพระเจ้าสูงส่งและบริสุทธิ์เกินกว่าที่มนุษย์ผู้ บาปจะออกปากเรียกพระองค์ได้ จึงใช้ตัวอักษรพยัญชนะฮีบรูมาเขียนเรียงกัน ถอดความเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “YHWH” ถ้าเป็นไทยก็คงได้เป็น “ยหวห” ... เวลาคนยิวออกพระนามพระเจ้าก็ใส่เสียงสระกันเอง ก็ได้เป็น ยะโฮวาห์ เยโฮวาห์ หรือ ยาห์เวห์ ... และหลายๆคนก็ใช้เรียกเบี่ยงไปเลยไม่เรียกตรงๆเช่นเรียกว่า จอมเจ้านาย หรือพระเจ้าจอมโยธา ฯลฯ

ในสมัยก่อนพระเยซูเกิดนั้นพวกยิวที่เคร่ง ศาสนาก็มีความแตกแยกกันในเชิงภาพรวมของชีวิตอยู่แล้ว พวกหนึ่งเชื่อว่ามีการฟื้นคืนชีวิตหลังความตาย อีกพวกหนึ่งเชื่อว่าตายแล้วตายเลยไม่มีการฟื้น ... ทั้งสองพวกก็นับถือพระยาห์เวห์องค์เดียวกันนั้นแหละ แต่มีความเชื่อปลีกย่อยหลายอย่างไม่เหมือนกัน... การเชื่อหลายๆอย่างที่ไม่เหมือนกันนี้แหละที่ทำให้ทะเลาะกันและฆ่ากัน อย่าเบา หน่อยก็คือการแตกแยกกันออกเป็นคณะนิกาย จนถึงสมัยพระเยซูคริสต์ สภาพดังกล่าวก็ยังมีอยู่ และบางพวกบางคณะก็สร้างกรอบความประพฤติที่ไม่ยุ่งกับใครแต่ออกไปทางฤาษีชี ไพรที่เรียกตัวเองว่าเป็น “นาศี” ของพระเจ้า... ยอห์นผู้ให้บัพติศมาก็น่าจะอยู่ในกลุ่มนี้ (ท่านนุ่งผ้าขนอูฐ อาศัยในทะเลทราย กินน้ำผึ้งป่าและจั๊กจั่นเป็นอาหาร) เข้าใจว่าพวกเหล่านี้คงใช้ชีวิตภาวนาพระเจ้าเป็นส่วนใหญ่คล้ายๆการออกบวชหา ทางหลุดพ้น หากแต่คณะเหล่านี้ยึดมั่นในพระเจ้าสูงสุด (“ยหวห”) แทนที่จะทรมานตนเองเพื่อหาทางหลุดพ้นแบบเจ้าชายสิทธัตถะ...

พระ เยซูคริสต์ไม่ได้เป็นเพียงศาสดาหรือประกาศกอย่างที่พระเจ้าเคยได้ใช้ประกาศก คนอื่นๆ เพราะลำพังการถือกำเนิดก็ต่างกับมนุษย์ธรรมดาแล้ว... พระเจ้าเคยสร้างมนุษย์ผู้ชายคนแรก (อาดัม) จากดิน (ไม่มีพ่อแม่) เคยสร้างผู้หญิงคนแรก (เอวา) จากกระดูกซี่โครงของมนุษย์ผู้ชายคนแรก (ไม่มีพ่อแม่เหมือนกัน) หลังจากนั้นพระองค์สร้างมนุษย์อีกมากมายผ่านเซลล์สืบพันธุ์ของผู้หญิงและ ผู้ชายทั้งสิ้น (ทุกคนมีพ่อแม่) นี่รวมทั้งบรรดาประกาศก (Prophets) หรือผู้เผยพระวจนะทุกคนในโลกด้วย... ยกเว้นพระเยซูคริสต์... พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์พิเศษขึ้นอีกครั้งหนึ่งโดยใช้เฉพาะร่างกายมนุษย์ ผู้หญิงแต่ไม่ได้ใช้เซลล์สืบพันธุ์ของมนุษย์ผู้ชาย... โลกจึงได้รู้จักเยซูแห่งนาซาเร็ธ... เรื่องนี้ปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์อัลกุรอาน (Koran) อย่างชัดเจนเช่นกัน

ความจริงในอัลกุรอานได้เล่าเรื่องพระเยซู (เรียกชื่อว่า “นบีอีซา”) ไว้พิศดารกว่าในไบเบิ้ลซึ่งพวกชาวคริสต์เองกลับไม่ค่อยรู้กัน เช่น พระองค์ได้ลุกขึ้นจากเปลหรือกระด้งที่นอนอยู่หลังจากคลอดใหม่ๆเพื่อกล่าวแก้ ต่างให้มารดาของพระองค์ (มารีย์ หรือที่อัลกุรอ่านเรียกว่า “มัรยัม”) ท่านกล่าวแก้ต่างให้มารดาในเรื่องที่มีหญิงชาวบ้านมาเยาะเย้ยว่านางท้องไม่ มีพ่อโดยท่านยืนยันจากในเปลว่านี่เป็นอัศจรรย์ของพระเจ้าสูงสุด อีกตอนหนึ่งคือพระเยซู (นบีอีซา) ปั้นดินเป็นรูปนกแล้วระบายลมหายใจเข้าไปในรูปนกดินนั้นแล้วนกก็มีชีวิตบินไป ได้ ซึ่งแสดงว่าพระองค์คือพระเจ้าเพราะไม่มีใครในโลก ที่สร้างชีวิตได้แม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็สร้างชีวิตไม่ได้ ผู้สร้างชีวิตได้คือพระเจ้าเท่านั้น อีกตอนหนึ่งที่สำคัญในอัลกุรอานคือการกล่าวว่าในวันพิพากษาโลกนั้น พระอัลเลาะห์จะทรงมอบหมายให้นบีอีซา (พระเยซู) เป็นผู้เข้ามาตัดสินมนุษย์ นี่แสดงให้เห็นชัดว่านบีอีซาเป็นมากกว่ามนุษย์ธรรมดา... ลองนึกภาพดูว่าพระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา มนุษย์ทุกคนเป็นสมบัติที่พระองค์สร้างขึ้นมาเอง เวลาที่ใครจะพิจารณาตัดสินใจเพื่อเก็บสิ่งที่สร้างไว้หรือจะทุบทิ้งนั้นเป็น ไปได้หรือที่ผู้สร้างจะไม่เป็นผู้พิจารณาเอง แต่จะให้สิ่งที่ถูกสร้างเป็นผู้ตัดสินใจแทน... แค่นี้แหละที่ใครที่ได้อ่านอัลกุรอานจะเห็นได้ว่านบีอีซาหรือพระเยซูนี้ไม่ ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่... ผมไม่ใช่อิสลามแต่เมื่อได้อ่านก็ยังคิดและเห็นภาพอย่างที่เล่ามานี้...

สรุป ว่าเยซูชาวนาซาเร็ธไม่น่าจะเป็นมนุษย์ธรรมดา ท่านได้เกิดในศาสนายิว นับถือพระเจ้า “ยหวห” แต่ท่านไม่ได้ตายเพื่อศาสนายิว การที่ท่านตายเพราะนักการศาสนายิวจับไปฟ้องร้องและให้ฆ่านั้นน่าจะทำให้เรา ได้ฉุกใจคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ถือศาสนายิวในเวลานั้น...
หลัง จากพระเยซูคริสต์ถูกจับตรึงกางเขนแล้ว ต่อมาพวกนับถือศาสนายิว (ชาวยิว) ก็แตกฉานซ่านเซ็นไปหลายที่ในโลก กล่าวเฉพาะในตะวันออกกลางเองก็ได้ปนเปกับคนอาหรับต่างเผ่าไปไม่น้อยเหมือน กัน ... คนยิวไปที่ไหนก็นำความเชื่อในพระ “ยหวห” ติดตัวไปด้วยแต่พฤติกรรมของพวกเขาหลายๆคนไม่ได้คงเส้นคงวานัก เช่นปากพูดว่านับถือพระเจ้า สวดมนต์ได้คล่องปรื๋อแต่ก็อาจจะเมาแอ๋ให้คนเห็นอยู่บ่อยๆ ท่านมูฮัมหมัด (ภายหลังคือนบีมูฮัมหมัด) ซึ่งมีธรรมชาติจิตเป็นผู้ฝักใฝ่ในพระเจ้าและสันติภาพในหมู่มนุษย์ อย่างบริสุทธิ์ใจก็ได้เห็นความไม่เอาไหนของการนับถือพระเจ้าของพวกยิว พวกคริสเตียน และความเชื่ออื่นๆรอบๆตัวท่าน เวลานั้นความเชื่อแบบพราหมณ์ก็ได้แพร่ไปในตะวันออกกลางมากเช่นกัน พวกนี้เชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ แต่ท่านมูฮัมหมัดเชื่อ ในพระเจ้าองค์เดียวเหมือนยิวแต่ไม่นับถือในวัตรความประพฤติของยิวที่ทำตัว แบบมือถือสากปากถือศีล (เหมือนพวกสันติอโศก เชื่อในพระพุทธเจ้าแต่ไม่เชื่อในระบบการปกครองของมหาเถรสมาคม จึงออกไปตั้งนิกายใหม่ของตัว) ในเวลานั้นมีทั้งคนที่นับถือพระเจ้าด้วยความเชื่อแบบยิวดั้งเดิมและมีผู้ นับถือพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์หรือพวกคริสเตียนเกิดขึ้นแล้ว ท่านมูฮัมหมัดซึ่งฝักใฝ่ในพระเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์ก็คงหนักใจไม่น้อยว่าตัว ท่านเองจะไปทางไหน ในที่สุดท่านก็ได้ขึ้นไปปลีกวิเวกอธิษฐานภาวนาต่อพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวใน ถ้ำบนภูเขาและท่านได้รับโองการหรือปัญญาญาณจากพระเจ้าโดยตรงทำให้ท่านเข้าใจ ความเป็นไปต่างๆที่ท่านหนักใจใคร่ครวญอยู่ ในที่สุดก็เกิดเป็นนิกายใหม่ของผู้นับถือพระเจ้าพระองค์เดิม (“ยหวห”) ขึ้นมา ภายหลังจึงเรียกตนเองว่าอิสลามหรือพวกสงบสันติ... อิส ลามเรียกพวกยิวว่าพวกคัมภีร์ หรือพวกวันเสาร์ โดยที่พวกยิวไปธรรมศาลาในวันเสาร์ และเรียกพวกคริสเตียนว่าพวกวันอาทิตย์ เพราะโบสถ์คริสเตียนจะเปิดเฉพาะวันอาทิตย์ ส่วนพวกอิสลามเองถือได้ว่าเป็นพวกวันศุกร์เพราะไปสุเหร่าในวันศุกร์ ... ต่อมาได้มีการพัฒนาวัตรปฏิบัติในชีวิตของผู้ติดตามท่านมูฮัมหมัดขึ้นมาโดย ลำดับ ตามสัจจธรรมที่ท่านได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าจนมีความชัดเจนและบันทึกไว้ เป็นหลักฐานเป็นอัลกุรอานก็เกิดเป็นชุมชนอิสลามขึ้นมาในโลก เป็นชุมชนที่นับถือพระเจ้าสูงสุดองค์เดียวกับยิวและคริสเตียนแต่ไม่ยอมทำ เหมือนอย่างยิวและอย่างคริสเตียน คงเป็นตัวของตัวเอง...

กาล เวลาผ่านไป แต่ละนิกายความเชื่อถึงแม้จะนับถือพระเจ้าสูงสุดองค์เดียวกัน แต่นั่นคือโลกแห่งจิตวิญญาณเท่านั้น ในโลกวัตถุทางกายภาพกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ... ในโลกวัตถุนั้นแต่ละกลุ่มความเชื่อต่างก็ต้องปกป้องความเชื่อของตนเองไว้ การปกป้องความเชื่อนี่เองเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดข้อขัดแย้งต่อสู้และทำ สงครามกัน แย่งชิงทั้งดินแดนและแย่งชิงเพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกในความเชื่อ นี่ยังไม่รวมถึงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ในทางวัตถุ ทางการทหาร การเมืองในระดับความสัมพันธ์ของรัฐต่อรัฐเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบของการนำ ตามภูมิรัฐศาสตร์ในท้องถิ่นต่างๆ...

ผมเชื่อในแผนการณ์ที่ เป็นภาพรวมของพระเจ้า พระเจ้าทรงให้มนุษย์เกิดขึ้นและสืบสายพัฒนากันออกไปเป็นหลายเผ่าพันธุ์ก็คง มีเหตุผลแบบของพระเจ้า ซึ่งเราไม่เข้าใจชัดเจน เหมือนกับทรงสร้างม้าขึ้นมาในโลกก็ยังให้มีการแตกแขนงออกเป็นหลายๆม้า เช่น ม้าเทศ ม้าลาย ม้าแกลบ ฯลฯ ม้าแต่ละม้าก็มีรสนิยมในอาหารที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ถึงจะกินหญ้าได้เหมือนกันแต่ก็ยังชอบหญ้าต่างชนิดกัน... มนุษย์ที่แตกออกไปหลายชนชาติก็คงต้องการอาหารและกระบวนการทางจิตวิญญาณไม่ เหมือนกันเสียทีเดียวทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าทั้งหมดจะมีพระเจ้าพระองค์เดียวกันเป็นศูนย์กลางก็ตาม... เราไม่รู้อย่างแท้จริงว่าทำไมพระเจ้าทรงยอมให้มีการแตกแยกรุนแรงระหว่างผู้ ที่นับถือพระองค์คือพวกยิว พวกคริสเตียน พวกอิสลาม ... คำตอบที่เราพยายามจะประมวลรวบรวมกันส่วนใหญ่ก็อ้างเรื่องเชื้อสายของอิสอัค กับอิสมาแอล ซึ่งปรากฎมาตั้งแต่พระคัมภีร์ห้าเล่มแรกของยิว ซึ่งคริสเตียนก็รับเอามา และอิสลามก็รับเอาไปด้วย ... พวกคริสเตียนก็อ้างว่าลูกหลานอิสอัคคือลูกหลานแห่งพันธสัญญาแท้นั่นคือการ พิสูจน์เรื่องพระเยซู ส่วนพวกอิสลามก็ยืนยันว่าผู้พยากรณ์แท้จะเกิดจากเชื้อสายของอิสมาแอล นั่นคือการพิสูจน์เรื่องของศาสดามูฮัมหมัด... เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หากจะเถียงแบบไม่ยอมกันและกันแล้วก็คงทะเลาะกันไม่จบ และคงทำให้บันดาลโทสะถึงฆ่ากันได้ สำหรับผมแล้วยอมรับว่าเรื่องนี้เกินกำลังสติปัญญาต่ำๆของมนุษย์อย่างผมที่จะ ยืนยันหรืปฏิเสธโดยไม่ให้มีความขัดแย้งตามมา จึงขอละไว้ให้คนที่สนใจประเด็นนี้คิดใคร่ครวญเอาเอง... แต่ผมมั่นใจว่าพระเจ้าทรงมีแผนการณ์ไว้แล้วอย่างชัดเจน...

ผมเชื่อ ว่าในยุคสุดท้ายของโลกนั้น ทั้งหมดจะเหลือเพียงภาพเดียว ถ้าพูดในมิติของศาสนาก็จะต้องมีศาสนาเดียว เป็นศาสนาที่ยอมรับในพระเจ้า “ยหวห” พระองค์นี้ ถึงแม้ใครจะเคยเรียกพระองค์ด้วยชื่ออะไรก็ตามทีเถิด ส่วนศาสนาที่ไม่ได้ยอมรับพระเจ้านั้นต้องต่อสู้ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อการอยู่ รอดในสังคมมนุษย์ แต่ในที่สุดก็จะไม่รอดเพราะศาสนาที่ยอมรับพระเจ้าไม่สามารถตอบสนองความ รู้สึกที่ลึกที่สุดของมนุษย์ธรรมดาๆอย่างชาวบ้านร้านตลาดได้ เพราะหากต้องการความลึกระดับนั้นก็ต้องปลีกตัวทิ้งสังคมปกติออกไปเป็นนักบวช ซึ่งทุกคนทำไม่ได้...

โลกทัศน์ของผมเองเป็นอย่างนี้... ในระหว่างศาสนาที่นับถือพระเจ้า “ยหวห” ด้วยกัน ในยุคสุดท้ายก็จะเหลือเพียงวิถีแห่งคริสต์ศาสนากับวิถีอิสลามที่บริสุทธิ์ (อิสลามที่คลั่งศาสนาแบบหัวชนกำแพงก็จะอยู่ไม่รอดเหมือนกันเพราะขัดความจริง ในธรรมชาติของมนุษย์) ศาสนาสุดท้ายของมนุษย์ต้องตั้งอยู่บนการยอมรับความจริงแห่งธรรมชาติของ มนุษย์และเป็นทางแห่งความเล้าโลมใจมนุษย์ได้ทุกคน ทุกเวลา ทุกเพศ ทุกสภาวะชีวิต... ที่สำคัญเป็นศาสนาที่พระเจ้าเป็นผู้วางกรอบไม่ใช่มนุษย์เป็นผู้วางกรอบ และเป็นศาสนาที่ไม่ซับซ้อนจนกระทั่งต้องเป็นนักคิดนักปราชญ์เท่านั้นที่จะ ดำเนินชีวิตตามได้จริง... ศาสนาแท้ของพระเจ้าสำหรับมนุษยชาติจะเป็นศาสนาที่เรียบง่าย และเผยสำแดงอำนาจ และศักยภาพอันไม่มีใครเทียบได้ของพระเจ้า ไม่ใช่ศาสนาที่เป็นที่สำแดงศักดิ์ศรีของมนุษย์ในการเอาชนะธรรมชาติที่พระ เจ้าทรงสร้างขึ้นมา พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะทรงเคลื่อนไหวปรากฎ สำแดงอัศจรรย์มากขึ้นเรื่อยๆเพื่อสอนความจริงแท้แก่มนุษย์ที่ยอมรับพระองค์ ด้วยพระองค์เอง ความรู้ในตำราแบบนักวิชาการศาสนาจะลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ เพราะนั่นเป็นเพียงเงาแห่งความสัมพันธ์ ในขณะที่ประสบการณ์ความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าจะเข้มข้น ขึ้น...

ธรรมชาติของมนุษย์คือต้องการชีวิตที่มีความสุขด้วยวิถีทาง ที่ง่ายๆไม่ซับซ้อน เป็นความสุขที่เป็นจริงได้ในทุกขณะ ไม่จำป็นต้องแบ่งชีวิตเป็นเพศสภาวะ เช่นเป็นนักบวชหรือเป็นฆราวาส เป็นชีวิตที่มีสัมพันธภาพโดยตรงระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ไปพ้นกฎเกณฑ์ทางขนบประเพณีที่กลุ่มชาติรัฐใดๆตั้งขึ้นมาเพื่อคงไว้ซึ่ง เอกลักษณ์ของชนชาติหรือชนเผ่า และไปพ้นจากการถือเคร่งในรูปแบบพิธีกรรมที่ตายตัว เช่นตรุษสารทต่างๆตามห้วงเวลาแห่งประเพณีศาสนา เพราะพระเจ้าไม่เคยต้องการให้มนุษย์นมัสการพระองค์ผ่านกรอบประเพณีที่มนุษย์ ตกลงกันเองหรือพัฒนาขึ้นมาแล้วให้ลูกหลานแต่ละรุ่นทำตามๆกันไปโดยไม่รู้จัก ความหมายที่มาที่ไป... แท้จริงแล้วพระเจ้าต้องการการนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริงแท้แห่งหัวใจ ของมนุษย์ต่างหาก… ศาสนายิวนั้นถึงแม้จะยึดมั่นกับพระเจ้า “ยหวห” แต่ก็คงไม่สามารถแพร่หลายไปแบบกว้างขวางปกคลุมโลกได้เพราะศาสนายิวถูกผูกติด ไว้กับชนชาติยิวเท่านั้น นี่อาจจะเป็นรูปแบบเฉพาะที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ชาวยิวก็ได้ ใครจะรู้ ... ผม เชื่อว่าในวันหนึ่งนบีอีซา (พระเยซูคริสต์) จะกลับเข้ามาในโลกนี้อีกครั้งหนึ่งเพื่อการตัดสินสภาพที่ผ่านมา เพราะทั้งไบเบิ้ลและอัลกุรอานได้บันทึกไว้เหมือนกัน ในวันนั้นเราจะได้รู้ว่าสัมพันธภาพระหว่างเรากับพระเจ้า “ยหวห” แบบไหน และอย่างไรที่จะได้รับการรับรองโดยพระเจ้าในสวรรค์...

แต่ ก่อนที่จะไปถึงวันสุดท้ายของยุค เราก็คงจะยังได้เห็นมนุษย์ผู้นับถือพระเจ้า “ยหวห” องค์เดียวกันนี้แหละได้จับอาวุธเข่นฆ่ากันเองเพื่อปกป้องความเชื่อของกลุ่ม ของตนเอง เราไม่รู้ว่าปลายทางแห่งจิตวิญญาณของเขาที่เต็มใจตายเพื่อพระเจ้าในเหตุผล และกรอบความคิดแบบของเขาคือที่ใดกันแน่ (แต่ละศาสนาก็มีความเชื่อของตนเองต่างกัน) พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้... แต่สิ่งที่เราควรกำหนดในใจก็คือ เราต้องยอมรับการมีอยู่ของศาสนาทุกศาสนาในโลกปัจจุบัน ดังนั้น ใครเป็นพุทธแท้ๆก็จงขวนขวายเป็นผู้ปฏิบัติขัดเกลาตนเองแบบพุทธให้สุดทาง (มุ่งนิพพานให้ถึง อย่าเป็นเพียงพุทธในทะเบียนบ้านหรือไว้กรอกตอนสมัครงานเท่านั้น) เพื่อให้สุดทางและบรรลุสิ่งที่ตนเองเชื่อ ใครเป็นอิสลามแท้ๆก็จงยึดมั่นในพระเจ้าพระอัลเลาะห์และสันติภาพแห่งวิถีอิส ลามไว้ให้มั่นคงตามความเชื่อของตน ใครเป็นคริสเตียนแท้ๆก็จงรักพระเจ้า “ยหวห” อย่างสิ้นสุดจิตใจและจงรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง... จากนั้นเราทุกคนก็รอเวลาเดียวกัน... ซึ่งวันนั้นและโมงนั้นไม่มีใครรู้ แม้ นบีอีซา (พระเยซูคริสต์) ก็ไม่รู้ พระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่รู้... ส่วน คนที่เป็นพุทธเทียม คริสเตียนเทียม หรืออิสลามเทียม คือคนที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยที่ควรจะอยู่ พวกนี้เราหวังอะไรไม่ได้มากนักและแถมยังเป็นตัวก่อปัญหาอีกด้วย เราต้องช่วยกันคัดท้ายคนเหล่านี้ให้กลับเข้ามาอยู่ในร่องในรอยที่ควรจะอยู่ เพื่อเห็นแก่สันติสุขของโลก ทั้งนี้เราต้องทำเท่าที่กำลังของเราจะเอื้ออำนวย ...

ผมไม่แน่ใจว่า ที่เขียนมาย่อๆตามกำลังปัญญาต่ำๆแบบนกกระทาบินได้เพียงเรี่ยยอดหญ้าจะตอบคำ ถามที่คุณหิวกระหายหาคำตอบหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขอให้มั่นคงในความเชื่อที่คุณมีอยู่ และขอให้รักในสันติภาพในหมู่มนุษย์ก็พอแล้วที่เราจะอยู่รอ วันนั้นและโมงนั้น... วันพิพากษาใหญ่... อย่างสงบใจด้วยกัน...

สันติจงมีแด่คุณและขอพระเจ้าทรงอวยพระพรคุณในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์.

ชัยรัตน์

ชัยรัตน์ จิตต์แก้ว เรื่องที่ 1 - พระเจ้าทรงเรียกข้าพเจ้าออกมาให้รอด

เรื่องที่ 1 - พระเจ้าทรงเรียกข้าพเจ้าออกมาให้รอด

ชีวิตคืออะไร ?
ชีวิต วัยเด็กของข้าพเจ้าเต็มไปด้วยความยุ่งยากเนื่องจากปัญหาในครอบครัวระหว่าง คุณพ่อและคุณแม่ เหตุการณ์ต่างๆที่ข้าพเจ้าและพี่ๆน้องๆในฐานะลูกได้รับในวัยเด็ก มีส่วนสำคัญที่หล่อหลอมนิสัยของข้าพเจ้าให้สนใจสงสัยในเรื่องความลึกลับของ ชีวิตมนุษย์ ข้าพเจ้ามักสงสัยในเรื่องมนุษย์เกิดมาจากไหน ... มนุษย์เกิดมาทำไม...ใครกำหนดแบบแผนชีวิตมนุษย์... และเป้าหมายของชีวิตมนุษย์คืออะไร ... ข้าพเจ้าพยายามหาคำตอบเหล่านี้ด้วยกำลังและวิธีการของตนเองมาโดยตลอด...
เมื่อ เติบโตขึ้น การแสวงหาคำตอบเรื่องความลึกลับของชีวิตนำข้าพเจ้าเข้าสู่การศึกษาในสาขา ความรู้ใหญ่ 2 สาขา นอกเหนือจากการได้รับการศึกษาในโรงเรียนตามขั้นตอนปกติอย่างเด็กทั่วๆไป... ข้าพเจ้าศึกษาวิชาโหราศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2516 เมื่ออายุประมาณ 13-14 ปี และข้าพเจ้าสนใจศึกษาวิชาพุทธศาสนาอย่างจริงจังซึ่งประกอบด้วยภาคปริยัติคือ การเรียนรู้ศึกษาพระสูตร และมีการปฏิบัติภาวนาบ้างเป็นระยะๆตั้งแต่อายุประมาณ 20 ปี ...
ยี่สิบ กว่าปีกับการเรียนรู้และเก็บสถิติรูปแบบวิถีชีวิตของมนุษย์กับตำแหน่งดวงดาว บนท้องฟ้าในวิธีการทางโหราศาสตร์ หรือที่เรียกว่าการคำนวณดวงชะตา ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นความมหัศจรรย์ของความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งทั้งสองอย่าง ชัดเจน...
ในการศึกษาทางโลกข้าพเจ้าจบการศึกษาทางด้านสถิติและคอมพิวเตอร์ ดังนั้นข้าพเจ้าเข้าใจดีถึงเรื่องของความสัมพันธ์โดยบังเอิญกับเรื่องของ ความสัมพันธ์ที่มีแบบแผนที่สามารถพยากรณ์หรือคาดการณ์ไปข้างหน้าได้ ในที่สุดข้าพเจ้าต้องยอมรับกับตัวเองว่าการที่จะอธิบายสิ่งที่ข้าพเจ้าได้พบ ในโหราศาสตร์นั้น วิธีที่ตรงมากที่สุดคือต้องยอมรับว่าจักรวาล โลก และมนุษย์ ถูกสร้างขึ้นอย่างมีแบบแผนและมีจุดมุ่งหมายโดยใครบางคน... ใครบางคนนี้เป็นผู้มีสติปัญญาลึกล้ำเหลือที่ข้าพเจ้าจะเข้าใจได้ ท่านผู้นี้อาจเป็นองค์ที่คนไทยทั่วๆไปเรียกว่าพระพรหม แต่ข้าพเจ้าโน้มเอียงที่จะเรียกท่านว่า พระเจ้า....
ข้าพเจ้าเชื่อเองว่ามีพระเจ้าแต่ข้าพเจ้าไม่รู้จักพระ เจ้า ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระเจ้านอกจากการยอมรับในประจักษ์พยานที่ พระองค์แสดงไว้ในภาคพื้นฟ้าซึ่งสอดคล้องกับวิถีชีวิตมนุษย์ที่ผ่านมือ ข้าพเจ้าในโหราศาสตร์ ข้าพเจ้าต้องการหายสงสัยในเรื่องนี้แต่ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร...
แต่พระเจ้าเป็นคำที่ถูกปฏิเสธในบริบทของพุทธศาสนา ข้าพเจ้าถูกสอนให้เชื่อในหลักว่า ตน นั้นแลย่อมเป็นที่พึ่งแห่งตน; ตนที่ฝึกดีแล้วเป็นที่พึ่งอันยอดเยี่ยมกว่าที่พึ่งใดๆในโลก; และชีวิตย่อมเวียนว่ายตายเกิดเป็นไปตามกรรมที่ได้กระทำกันมา แต่หากว่าความเชื่อนี้เป็นความจริงแล้ว ใครเล่าที่ได้วางระเบียบของสิ่งเหล่านี้ไว้ ใครเล่าจึงขีดแผนที่ชีวิตไว้ให้ล้อกันกับผืนฟ้า หรืออีกนัยหนึ่งใครเล่าวาดผืนฟ้าไว้ให้ล้อกันกับวิถีชีวิตมนุษย์... ลำพังศักยภาพของมนุษย์ทำสิ่งเหล่านี้เองไม่ได้แน่นอน แต่ใครเล่าที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการกระทำสิ่งเหล่านี้...
แต่การยืนยันปฏิเสธพระเจ้าในบริบททางศาสนานั้นกลับทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกลำบาก ใจมากขึ้นทุกทีเพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าประจักษ์จากวิชาโหราศาสตร์นั้นยืนยัน ความคิดข้าพเจ้าว่ามีพระผู้สร้างหรือพระเจ้า และหากมีพระเจ้าจริงศาสนาและการปฎิบัติตามคำสอนในศาสนาของข้าพเจ้าไม่เหลวเปล่าหรือ.. .
การศึกษาเพื่อแสวงหาคำตอบของชีวิตนานนับสิบๆปีของข้าพเจ้าได้มาถึงจุดขัด แย้งกันเองอย่างวิกฤติ ข้าพเจ้าไม่สามารถหาข้อสรุปให้แก่ชีวิตได้ ความจริงที่ข้าพเจ้าประสบอยู่มีขอบเขตเกินกว่าสติปัญญาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้สึกเปล่าเปลี่ยวและเหมือนถูกจับแขวนลอยอยู่ในอากาศ ...
นี่ทำข้าพเจ้าตระหนักในความเขลาของสติปัญญามนุษย์คือตัวข้าพเจ้าเอง ในเวลานั้นข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะปรึกษากับใครเพราะพระสงฆ์ที่ข้าพเจ้าเคารพ นับถือมากและข้าพเจ้ามีความคุ้นเคยเป็นส่วนตัวนั้นก็ได้มรณภาพไปแล้ว และไม่มีใครเลยในแวดวงที่ข้าพเจ้ารู้จัก ที่จะเป็นผู้มีประสบการณ์ร่วมกับข้าพเจ้าในสองศาสตร์อย่างลึกซึ้งถึงขนาดจะ แลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์กันได้...
ขณะเดียวกันลูกสาวคนเดียวของข้าพเจ้าก็เริ่มโตขึ้น... ด้วยการเห็นความจำเป็นในการปลูกฝังหลักศาสนาตั้งแต่วัยเด็ก ข้าพเจ้าพาเธอไปวัดใกล้บ้าน ทั้งนี้เพื่อปลูกฝังกิจกรรมและบรรยากาศทางศาสนาให้เธอ แต่เมื่อได้คลุกคลีกับวัดต่างๆที่อยู่ใกล้บ้านมากขึ้น ข้าพเจ้าเริ่มมีปัญหาในใจในเรื่องรูปแบบกิจกรรมศาสนา ตลอดจนสภาพแวดล้อมหลายๆอย่าง... หลายสิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็นทำให้ข้าพเจ้าอึดอัดใจ ในที่สุดข้าพเจ้าปฏิเสธวัด...
การ ปฎิเสธวัดเป็นประเด็นสำคัญสำหรับข้าพเจ้าทีเดียว เพราะเกิดคำถามในใจขึ้นมาว่าข้าพเจ้าจะสร้างภูมิคุ้มกันโลกวัตถุนิยมให้แก่ ลูกสาวโดยการปลูกฝังหลักศาสนาได้อย่างไร... การก่อร่างสร้างลูกสาวขึ้นมาให้เป็นมนุษย์ที่มีความสุขในอนาคตไม่ง่ายเสีย แล้ว... เรื่องนี้เป็นปัญหาคาใจข้าพเจ้าเมื่อประมาณสองปีเศษมาแล้ว...
Click Here พระเจ้าที่แท้จริง...?
แต่ จิตวิญญาณในการแสวงหาคำตอบเรื่องชีวิตของข้าพเจ้ายังคงผลักดันข้าพเจ้าอยู่ และอาจเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ที่ทำให้ข้าพเจ้าเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา...อยากรู้ว่าศาสนาที่เชื่อในพระเจ้า เขาสอนอะไรกัน...
ข้าพเจ้าจึงได้ตัดใจวางคัมภีร์พุทธศาสนาลงก่อน และเริ่มค้นคว้าศาสนาฮินดูจากคัมภีร์ภควัตคีตา (BHAGAVAD GITA) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคัมภีร์หลักของศาสนานั้น ทั้งนี้เพราะศาสนาฮินดูมีอิทธิพลต่อพุทธศาสนาค่อนข้างมากและศัพท์แสงที่ใช้ ในทั้งสองศาสนาก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกันอยู่หลายเรื่อง ดังนั้นข้าพเจ้าจึงได้รู้จักบุคคลิกภาพของพระเจ้าในศาสนาฮินดูก่อน....
ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าหาพยายามแสวงหาความรู้เรื่องพระเจ้าของศาสนาอิสลามจากเพื่อนฝูงและ ลูกน้องที่เป็นอิสลาม ข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยผู้รู้ในศาสนานั้นเท่าที่พอจะหา อ่านได้ ข้าพเจ้าเริ่มเข้าใจเรื่องของโองการ (ซูเราะห์) ของพระเจ้า และอรรถกถาของศาสนาจารย์ (หะดีษ) ข้าพเจ้าจึงได้เริ่มรู้จักพระเจ้าในศาสนานั้นขึ้นมาบ้างอย่างเลาๆรางๆ ... แต่คำตอบอันเด็ดขาดเรื่องพระเจ้าก็ยังคงมาไม่ถึงข้าพเจ้า...
จวบจนกลางปี 2001 (พ.ศ. 2544) ข้าพเจ้าได้งานใหม่โดยได้ย้ายมาทำหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ของ บริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ขณะนั้นบริษัทมีที่ทำการอยู่ที่ถนนสุรวงศ์ใกล้ถนนสีลม...
วัน ที่ 30 สิงหาคม เป็นวันพฤหัสบดี เวลาเที่ยงเศษ หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ข้าพเจ้าเดินเล่นไปในซอยเล็กๆซึ่งเชื่อมโยงถึงกันไปมาในย่านนั้น ข้าพเจ้าเดินไปเรื่อยๆอย่างไม่คุ้นเคยในตรอกซอยเหล่านั้นจนไปพบร้านหนังสือ ร้านหนึ่งชื่อ ประเสริฐบรรณาคาร ...
เหตุว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านคนหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงได้เดินเข้าไปในร้านหนังสือร้านนั้น... เมื่อเข้าไปในร้านจึงรู้ว่าเป็นร้านหนังสือคริสเตียน ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างไม่คาดฝัน ข้าพเจ้าจึงได้ซื้อพระคัมภีร์มาเล่มหนึ่ง และตั้งใจว่าจะเริ่มอ่านก่อนนอนในคืนวันนั้น... ข้าพเจ้ากระหายอยากรู้เรื่องการสร้างโลก และการสร้างมนุษย์ของพระเจ้าในคริสตศาสนา...
วันนั้นข้าพเจ้ากลับบ้านค่ำมากและรู้สึกเหนื่อยและตึงเครียดกับงานที่ทำมา ตลอดวัน เมื่อรับประทานอาหารค่ำแล้วสักพักหนึ่งก็ได้เวลานอน ข้าพเจ้าจึงนำพระคัมภีร์ขึ้นไปบนห้องนอนด้วยเพื่อที่จะอ่าน แต่ปรากฎว่าข้าพเจ้าเหนื่อยเกินกว่าจะอ่านหนังสือต่อได้ ข้าพเจ้าจึงปิดไฟเพื่อเข้านอน แต่แล้วข้าพเจ้าได้ฉุกใจคิดขึ้นว่า... ข้าพเจ้า กำลังจะได้ทำความรู้จักกับพระเจ้าอีกองค์หนึ่ง ของอีกศาสนาหนึ่งแล้ว... รวมเป็นสามพระเจ้าแล้ว... หากพระเจ้ามีจริงอย่างที่ข้าพเจ้าเชื่อแล้ว ใครคือพระเจ้าองค์จริงและเที่ยงแท้กันแน่...
ในอดีต ข้าพเจ้าได้เคยฝึกหัดทางจิตตภาวนามาบ้าง ข้าพเจ้าจึงลุกขึ้นนั่งสำรวมจิตและอธิษฐานในใจว่า... ถ้า พระเจ้ามีจริงขอให้พระองค์สำแดงให้ข้าพเจ้ารู้จักด้วยเถิด ข้าพเจ้าค้นหาความหมายของชีวิตมาหลายสิบปีแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อว่ามีพระเจ้า แต่พระองค์คือใครกันแน่... บัดนี้ข้าพเจ้าอับจนหนทางแล้ว... และข้าพเจ้าอยากรู้ความจริง ขอโปรดสำแดงให้ข้าพเจ้ารู้ด้วย เพื่อข้าพเจ้าจะได้เคารพบูชาต่อไปในชีวิต... จากนั้นข้าพเจ้าจึงเข้านอนและหลับไปอย่างรวดเร็ว...
Click Here พระเจ้าทรงตรัสกับข้าพเจ้า...
ตก ดึกคืนนั้นเวลาประมาณ 2 นาฬิกาเศษข้าพเจ้าได้รับนิมิตในความฝันที่ชัดเจนติดตามากที่สุด... ข้าพเจ้ารู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่ในที่แห่งหนึ่งที่มีอากาศเย็นสบายและมีสีทอง สว่างสุกใสรอบตัวยิ่งกว่าอยู่ในร้านทองเสียอีก รอบตัวของข้าพเจ้ามีแต่ก้อนเมฆสีทองสุกปลั่ง เต็มไปหมด ทันใดนั้นก็มีเสียงพูดดังออกมาจากก้อนเมฆสีทองด้านหน้าข้าพเจ้าว่า...

"จงเปิดอ่านพระคัมภีร์หน้าสองร้อยสามสิบ..."
ข้าพเจ้าได้ยินเสียงนั้นสองครั้ง เสียงนั้นเป็นเสียงที่มีอำนาจสิทธิ์ขาดมาก จากนั้นได้บังเกิดเป็นตัวเลข 230 ทำด้วยทองคำขนาดใหญ่ปรากฎขึ้นที่ก้อนเมฆข้างหน้าข้าพเจ้า ทันใดนั้นตัวเลขสีทองนั้นและก้อนเมฆสีทองรอบๆตัวข้าพเจ้าก็เริ่มเคลื่อนตัว บีบรัดเข้ามายังข้าพเจ้าจนคลุมตัวข้าพเจ้าแน่นหนา แล้วข้าพเจ้าจึงตกใจตื่นขึ้นกลางดึกนั้นเอง... ข้าพเจ้าเปิดไฟฟ้าสำหรับอ่านหนังสือและรีบหยิบพระคริสตธรรมคัมภีร์ที่ข้าง เตียงมาเปิดไปที่หน้า 230 ชะรอยพระเจ้าทรงทราบว่าข้าพเจ้าไม่มีความรู้เรื่องระบบการจัดเล่มพระธรรมใน พระคัมภีร์จึงตรัสบอกเลขหน้าให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเริ่มอ่านอย่างตื่นเต้นและในที่นั้นข้าพเจ้าพบคำตรัสของพระเจ้า ว่า...
"จงรวมประชากรให้เข้ามาหน้าเราเพื่อเราจะให้เขาได้ยินคำ ของเราเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ฝึกตนที่จะยำเกรงเราตลอดวันคืนที่เขามีชีวิต อยู่ในโลกและเพื่อว่าเขาจะได้สอนลูกหลานของเขาด้วย" (ฉธบ 4:10)
และมีอีกตอนหนึ่งในหน้านั้นว่า
"แล้วพระเจ้าตรัสกับท่านทั้งหลายออกมาจากท่ามกลางเพลิง ท่านทั้งหลายได้ยินสำเนียงพระวจนะแต่ไม่เห็นรูปสัณฐานมีแต่พระสุรเสียงเท่า นั้น" (ฉธบ 4:12)ข้าพเจ้าตื่นเต้นจนขนลุก และฉับพลันนั้นเองที่ข้าพเจ้าตระหนักว่าพระ เจ้ามีจริงและพระองค์คือพระเจ้าที่ปรากฎอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์นั้นเอง พระองค์ทรงสำแดงพระองค์ต่อข้าพเจ้า ทรงตอบคำอธิษฐานและแก้ปัญหาคาใจของข้าพเจ้าทั้งเรื่องความสงสัยในพระเจ้า หรือสัจจธรรมของชีวิตที่ข้าพเจ้าแสวงหามานับสิบๆปีรวมทั้งเรื่องการปลูกฝัง ศาสนาให้ลูกสาวข้าพเจ้าด้วย... ใจของข้าพเจ้าสว่างโล่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...
ข้าพเจ้าไม่ลังเลสงสัยในเรื่องพระเจ้าอีกต่อไป ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นปีติยินดีในนิมิตนั้น ความคิดในขณะนั้นคือพระเจ้ามีจริง พระเจ้าสร้างทุกสิ่ง พระเจ้าวาดฟ้าสวรรค์ และพระเจ้าทรงดูแลเลี้ยงชีวิตของเรา ตามน้ำพระทัยของพระองค์ ...
แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าควรทำอย่างไรเพื่อการมีชีวิตต่อไป โดยมีพระเจ้า พร้อมๆกันนั้นข้าพเจ้ารู้สึกใจหายเมื่อคิดถึงการเปลี่ยนไปถือศาสนาที่มีพระ เจ้าในชีวิตจริง...
Click Here พระเจ้าทรงนำ...
วัน รุ่งขึ้นข้าพเจ้ากลับไปที่ร้านหนังสือนั้นอีกเพื่อขอความเห็นจากผู้ดูแลร้าน ที่เป็นคริสเตียน เธอรับฟังเรื่องของข้าพเจ้าด้วยความตื่นเต้นและบอกว่า พระเจ้าทรงเรียกข้าพเจ้าออกมาให้ได้รับความรอด ข้าพเจ้าถามว่า ข้าพเจ้าต้องทำอย่างไร เธอตอบว่า ข้าพเจ้าต้องไปที่โบสถ์เพื่อรับเชื่อพระเจ้าโดยต้อนรับพระเยซูเป็นพระผู้ ช่วยให้รอด ข้าพเจ้ายังรู้สึกสับสนงงงัน เมื่อเธอพูดถึงพระเยซูว่าคือพระเจ้าและเป็นพระเจ้าองค์เดียวกับที่ทรงตรัส กับข้าพเจ้าในนิมิต และเนื่องจากบ้านพักอาศัยของข้าพเจ้าอยู่ในย่านถนนพัฒนาการ เธอจึงได้แนะนำที่ตั้งของคริสตจักรในซอยอ่อนนุชให้ข้าพเจ้าและบอกให้ ข้าพเจ้ารีบไปในวันอาทิตย์นั้นเลย...
เย็นวันนั้นเมื่อกลับถึงบ้านข้าพเจ้าบอกเรื่องนี้กับภรรยาว่าเราจะหาโอกาสไป เที่ยวที่โบสถ์คริสต์ที่ซอยอ่อนนุชกันในวันอาทิตย์หน้าเพราะวันอาทิตย์สุด สัปดาห์นั้นข้าพเจ้าไม่ว่าง แต่นี่ยังไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง ... ปัญหาที่แท้จริงคือข้าพเจ้าไม่รู้จักธรรมเนียมการไปโบสถ์ของชาวคริสต์ และข้าพเจ้าไม่รู้จักใครเลยที่จะไต่ถามได้... ข้าพเจ้าจะทำอย่างไรดี...
แต่พระเจ้าไม่ทรงปล่อยงานที่ยังกระทำไม่เสร็จไว้กับ ข้าพเจ้าแต่เพียงลำพัง ... วันเสาร์รุ่งขึ้นนั้นเองพระเจ้าทรงส่งฑูตของพระองค์มาหาข้าพเจ้าเพื่อนำทาง ให้ข้าพเจ้ามาพบพระองค์ ...
ใน ซอยบ้านข้าพเจ้านั้นมีบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่สุดซอย เจ้าของบ้านซึ่งเป็นผู้หญิงเป็นครูสอนที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง (ภายหลังจึงได้รู้จักว่าท่านชื่ออาจารย์นันทิยา) ข้าพเจ้าไม่เคยรู้จักท่านโดยส่วนตัวมาก่อน ท่านเดินผ่านหน้าบ้านข้าพเจ้าบ่อยๆ แต่เราไม่เคยคุยกัน บางครั้งท่านทักทายยิ้มหัวหยอกเล่นกับลูกสาวของข้าพเจ้าที่วิ่งเล่นอยู่ เราจึงได้ยิ้มทักทายกันบ้าง... แต่พระเจ้าทรงนำท่านให้ ได้พบกับภรรยาของข้าพเจ้าในวันเสาร์นั้นเองและเธอทั้งสองได้คุยกัน... ในที่สุดภรรยาข้าพเจ้าจึงได้ทราบว่าท่านเป็นคริสเตียน...
เมื่อทราบดังนั้น ภรรยาข้าพเจ้าจึงตามข้าพเจ้าออกมาพบท่าน ข้าพเจ้าได้ทำความรู้จักกับท่านและได้เล่านิมิตของข้าพเจ้าให้ท่านฟัง และขอความรู้เรื่องการไปโบสถ์ของชาวคริสต์จากท่าน ท่านได้บอกว่าท่านขออาสาพาข้าพเจ้าไปโบสถ์ที่ใกล้บ้านของเรานั่นคือคริสตจักรร่มเย็น เราจึงนัดวันไปโบสถ์กันไว้เป็นวันอาทิตย์ถัดไป โดยข้าพเจ้าจะขับรถไปรับท่านที่บ้านสุดซอย... แต่ครั้นถึงวันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน 2001 (2544) ท่านกลับเป็นฝ่ายเดินมาที่บ้านของข้าพเจ้าเสียเองแต่เช้าเพื่อพาข้าพเจ้าไปโบสถ์...
ข้าพเจ้าจึงได้มาที่คริสตจักรร่มเย็นเป็นครั้งแรกในวันนั้น และก็ในวันนั้นเองในขณะที่นิมิตของพระเจ้ายังติดตาตรึงใจข้าพเจ้าอยู่อย่าง ชัดเจน ข้าพเจ้าได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า นับจากนั้นมาข้าพเจ้าก็พยายามหาทางรู้จักพระเจ้าให้มากขึ้นด้วยการอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์...
Click Here การแสวงหาสิ้นสุดลงแล้ว...
ผลของการใช้เวลานับสิบๆปีในการค้นหาคำตอบของชีวิตหรือการแสวงหาพระเจ้าใน ชีวิตอย่างกระหายใคร่รู้ กับผลแห่งพระเมตตาของพระเจ้าที่ทรงประทานนิมิตแก่ข้าพเจ้านั้นเมื่อรวมกัน เข้าแล้วทำให้ข้าพเจ้าสามารถกล่าวได้ว่าการค้นหาจุดหมายในชีวิตของข้าพเจ้า ได้สิ้นสุดลงแล้วอย่างสิ้นเชิง...
ไม่มีการค้นหาสัจธรรมแห่งชีวิต และไม่มีการค้นหาพระเจ้าอีกต่อไปในชีวิตของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าพบแล้วว่าพระเจ้าแห่งจักรวาลหรือพระผู้สร้างทรงมีอยู่จริง พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ในวันนี้ และมนุษย์ทุกคนควรที่จะรู้จักพระองค์และยึดถือพระองค์เป็นที่พึ่งที่หวัง พระองค์เดียวในชีวิต...
ระบบความคิดต่างๆ ของศาสนา ของนักปรัชญา และของนักปราชญ์มนุษย์นั้น ไม่มีความหมายสำหรับข้าพเจ้าอีกต่อไปโดยสิ้นเชิง ข้าพเจ้าพบว่าเมื่อข้าพเจ้าย้อนกลับไปอ่านหนังสือแนวศาสนาปรัชญาที่สะสมไว้ มากมายนั้น ข้าพเจ้าอ่านไม่ได้แล้วเพราะมันจืดและแห้งแล้งไปหมด ถึงแม้หลายมุมมองและหลายแนวคิดอาจสะท้อนถึงความจริงที่ยอมรับได้ แต่ก็เป็นเพียงความจริงที่สังเกตุและสรุปโดยวิสัยทัศน์และประสบการณ์ทางจิต ของมนุษย์เท่านั้น ... ไม่มีชีวิตและไม่มีความหวังอันแท้จริงถาวรของชีวิตอยู่ในนั้น... ไม่เหมือนการอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ ซึ่งให้ทั้งความจริง ความหวัง และความมั่นคงของชีวิตอันเป็นนิรันดร์ภายใต้ร่มเงามหิทธานุภาพของพระเจ้าผู้ เที่ยงแท้สูงสุดที่ทรงตรัสกับข้าพเจ้า... นี่คือความจริงที่ข้าพเจ้าได้ประสบมาด้วยตัวเอง...
จากนั้นเป็นต้นมาชีวิตของข้าพเจ้าก็เปลี่ยนไป... นับสิบๆปีที่ผ่านมานอกจากการดิ้นรนประกอบอาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัวแล้ว ข้าพเจ้ามีชีวิตสนใจอยู่กับการค้นคว้าหาความรู้ในระบบความคิดของนักคิดต่างๆ ข้าพเจ้ามักใช้เวลาใคร่ครวญเหตุผลในเชิงพุทธปรัชญาทั้งหินยานและมหายานด้วย ศรัทธาเต็มที่ ข้าพเจ้าเคยได้รับความสงบสุขเยือกเย็นจากการทำจิตตภาวนาแต่ก็พบว่านั่นไม่ ใช่รูปแบบชีวิตอันจะดำเนินไปได้จริงโดยมนุษย์ธรรมดาทั่วไป... ข้าพเจ้าได้พยายามฝึกหัดขัดเกลาตนเองในรูปแบบที่ฆราวาสพอจะกระทำได้จริง ควบคู่ไปกับการอยู่ในห้องสังเกตุการณ์ชีวิตมนุษย์จำนวนมากโดยใช้วิชา โหราศาสตร์เป็นเครื่องมือ...แต่ความทุกข์ความกังวลก็ยังมาเยือนข้าพเจ้าอยู่ นั่นเอง...
แต่บัดนี้ข้าพเจ้ามีชีวิตใหม่ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของสมองหรือเหตุผลนิยม ทั้งไม่ได้ตั้งอยู่บนความเป็นไปของสภาวะของจิตระดับต่างๆหรือจิตนิยม หากแต่ตั้งมั่นอยู่บนฐานของความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด พระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และจักรวาล เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าเข้าใจเรื่องความบาป และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าบาปของข้าพเจ้าได้รับการชำระหมดสิ้นแล้วด้วยพระ โลหิตบนกางเขนของพระเยซูคริสต์...
ในที่สุด ข้าพเจ้าได้รับบัพติศมาที่คริสตจักรร่มเย็นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2002 (2545)…
โดยความเชื่อในพระเจ้าพระเยซูคริสต์นี้เองกลับทำให้ ข้าพเจ้ามีชีวิตมีความสุขและมีความหวังมากกว่าเดิม... แอกและภาระหนักในการขัดเกลาตัวเองในรูปแบบเดิมๆนั้นข้าพเจ้าได้วางลงเสีย ทั้งหมด ข้าพเจ้ารู้สึกเบาสบายหายเหนื่อยและเป็นสุข...
สำหรับวิชาโหราศาสตร์ซึ่งนำข้าพเจ้าในเบื้องต้นมาสู่พระเจ้านั้นข้าพเจ้าได้ เห็นมันในมุมมองใหม่กล่าวคือ ข้าพเจ้ามองเห็นหมายสำคัญของพระเจ้าผ่านโหราศาสตร์ และข้าพเจ้าสรุปว่าถึงแม้โหราศาสตร์สามารถสะท้อนภาพชีวิตของมนุษย์ตามพระ ดำริของพระเจ้าได้จริง แต่พระเจ้าทรงอยู่เหนือนั้นขึ้นไปอีก การยึดถือในพระเจ้าอย่างสุดจิตสุดใจก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิต... และสำหรับคนหลายๆคนแล้ว...บางทีการไม่ต้องรู้อะไรล่วงหน้าก็เป็นการดีกับ ชีวิตเสียยิ่งกว่า เพราะทำให้เขาไม่ต้องเป็นธุระกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง...
อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าได้เห็นพระสิริของพระเจ้าผ่านโหราศาตร์อย่างชัดเจนที่สุด อย่างที่พระคัมภีร์บอกว่า... "ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้าและภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์…" (สดุดี 19:1)
โหราศาสตร์ยืนยันกับข้าพเจ้าโดยไม่มีข้อแก้ตัวเลยว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างกัลป จักรวาล พระองค์ทรงสร้างสรรพชีวิต พระองค์ทรงวางกฏเกณฑ์สำหรับการกำกับดูแล และที่สำคัญพระองค์ทรงมีวาระและกำหนดเวลาในเรื่องต่างๆสำหรับทุกสิ่งที่ พระองค์สร้างขึ้น... เป็นวาระของพระองค์... เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์... และทรงกระทำการต่างๆด้วยวิธีการของพระองค์ (อันมนุษย์ไม่อาจหยั่งให้ตลอดได้ด้วยลำพังปัญญาของมนุษย์เอง) พระธรรมปัญญาจารย์ ได้ยืนยันเรื่องเหล่านี้กับข้าพเจ้าด้วยเช่นกัน ... สิ่งที่ข้าพเจ้าค้นพบด้วยตนเองจึงได้รับการยืนยันโดยพระคริสตธรรมคัมภีร์ ทั้งหมด...
Click Here พระคุณพระเจ้า....
ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความเมตตาของพระองค์ และกำหนดเวลาที่เหมาะสมที่พระองค์ทรงประทานให้แก่ข้าพเจ้า... พระ เจ้าทรงรู้นิสัยของข้าพเจ้าผู้ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา พระองค์ทรงกำหนดเงื่อนไขชีวิตเพื่อให้ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาค้นหาสิ่งต่างๆให้ แจ้งใจก่อน เพื่อให้ข้าพเจ้ามีข้อมูลในชีวิตมากพอที่จะเปรียบเทียบด้วยตนเอง เพื่อว่าเมื่อถึงวาระที่พระองค์ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะได้สิ้น สงสัย และไม่อาจปฎิเสธพระองค์ได้ และนี่คงเป็นพระประสงค์ที่พระองค์ไม่ส่งคริสเตียนไปประกาศกับข้าพเจ้าอย่าง จริงจังตลอดสี่สิบกว่าปีในชีวิตที่ผ่านมาของข้าพเจ้า...
...ข้าแต่พระเจ้าผู้สูงสุด ข้าแต่พระเยซูคริสต์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอขอบพระคุณที่ทรงเรียกข้าพระองค์ออกมาให้ได้รับความรอด... ข้าพระองค์คือใครเล่าที่พระองค์ได้ทรงรักและทรงเอาพระทัยใส่อย่างเจาะจงถึง เพียงนี้ ... ข้าพระองค์คือผงคลีดินท่ามกลางมหาสาครและพิภพปฐพีอันไพศาลที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นเท่านั้นเองมิใช่หรือ...พระองค์เจ้าข้า...
ขอพระนาม พระเกียรติ พระสิริของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะบูชาแก่มนุษย์ทั้งหลายสืบไปเป็นนิตย์ และขอพระองค์โปรดอำนวยพรให้ข้าพระองค์ทำการประกาศพระนามของพระองค์ได้ในทุก กาลและทุกสถานที่จนกว่าชีวิตข้าพระองค์จะหาไม่บนแผ่นดินโลกนี้เถิดพระเจ้า ข้า - อาเมน.
Click Here เรื่องที่ 2 - พระเจ้าทรงรักษาโรคของข้าพเจ้า
ใน วันที่ข้าพเจ้าต้อนรับพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพระเจ้าในชีวิตของข้าพเจ้าที่ คริสตจักรร่มเย็นนั้น พระเจ้าได้ทรงกระทำการอัศจรรย์รักษาโรคให้แก่ข้าพเจ้าดังจะได้เล่าต่อไป นี้...
ย้อนหลังไปก่อนหน้าที่ข้าพเจ้ารับเชื่อประมาณ 4-5 ปี ข้าพเจ้ามีโรคประจำตัวอยู่อย่างหนึ่งคือโรคอาหารไม่ย่อยเรื้อรัง จะเป็นเพราะชีวิตในเมืองที่ตึงเครียดหรือจะเป็นความผิดปกติของร่างกายเองก็ ตาม แต่อาการของมันก็คือ... ก่อนถึงเวลามื้ออาหารข้าพเจ้าจะมีอาการท้องอืดปวดท้องมากเพราะกรดหรือน้ำ ย่อยในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามาก แต่เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารกลับปวดท้องเพราะอาหารไม่ย่อย ข้าพเจ้าจึงท้องเสียบ่อยมาก ข้าพเจ้าได้ไปหาหมอแผนปัจจุบันเพื่อตรวจรักษา หมอตรวจกระเพาะและตับอย่างละเอียดแต่ไม่พบสาเหตุที่สำคัญ หมอจึงให้ยาเคลือบกระเพาะเพื่อกินก่อนอาหาร และให้ยาช่วยย่อยเพื่อกินหลังอาหารเป็นการรักษาตามอาการที่ปลายเหตุ แต่อาการปวดท้องนั้นไม่หายขาด นับว่าทรมานมาก ที่สำคัญข้าพเจ้าไม่มีกำหนดการหยุดกินยา ...
ข้าพเจ้าได้ทดลองเปลี่ยนไปหาแพทย์ทางเลือกโดยได้ไปปรึกษาหมอจีนที่มาจาก ปักกิ่ง ซึ่งได้รับการแนะนำมาว่าเป็นหมอที่มีความสามารถมาก หมอจีนได้ตรวจแมะชีพจรข้าพเจ้าแล้วแจ้งผ่านล่ามว่าระบบธาตุในร่างกายของ ข้าพเจ้าไม่สมดุลย์กินยาฝรั่งไม่มีทางหายต้องกินยาจีนปรับธาตุให้สมดุลย์ หมอจีนได้จัดยาจีนสำหรับต้มกินให้ข้าพเจ้า ยาแต่ละเทียบ (ห่อ) ต้มกินได้สองครั้งคือเช้าและก่อนนอน ดังนั้นยาหนึ่งเทียบจะต้มได้น้ำยาสองหม้อในแต่ละวัน
ข้าพเจ้าได้ต้มกินยาจีนนี้ไปนับได้ร้อยกว่าหม้อในระยะเวลาการรักษาต่อเนื่อง ประมาณสองเดือน ขณะกินยาร่างกายรู้สึกสบายมาก อาการของโรคหายเป็นปลิดทิ้ง แต่เมื่อยาหมดและหยุดยาไปสักพักอาการของโรคก็กลับมาอีก... ที่น่าเห็นใจคือภรรยาของข้าพเจ้าต้องคอยต้มยาให้ข้าพเจ้าด้วยความลำบากทุก วันเพราะต้องคอยเฝ้าเคี่ยวยาให้เหลือน้ำยาในปริมาณที่กำหนด นับว่าเป็นภาระมากทีเดียว...
ในที่สุด ข้าพเจ้าก็ต้องกลับมากินยาของหมอแผนปัจจุบันอีกเพราะสะดวกกว่าการต้มยาจีน กิน ในช่วงก่อนรับเชื่อพระคริสต์นั้นข้าพเจ้าต้องกินยาช่วยย่อยวันละสามมื้อจึง จะมีชีวิตปกติอยู่ได้ ... สรุปว่าข้าพเจ้าตกเป็นทาสของยาโดยสิ้นเชิง...
วันที่ข้าพเจ้ารับเชื่อนั้นข้าพเจ้าอธิษฐานว่า...
"ข้าแต่พระเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้ารับเชื่อในพระองค์แล้ว ขอพระองค์ได้โปรดปลดปล่อยข้าพเจ้าจากโรคภัยไข้เจ็บคือโรคอาหารไม่ย่อย และการตกเป็นทาสของยา ข้าพเจ้ารู้ว่ามารขังข้าพเจ้าไว้ด้วยยา แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระองค์ผู้สร้างร่างกายของข้าพเจ้านั้นเป็นใหญ่กว่าใคร ทั้งหมด พระองค์ทรงรู้ว่าร่างกายของข้าพเจ้านั้นแปรปรวนไปด้วยเหตุอะไรและทรงรู้ว่า จะรักษาอย่างไร นับจากวันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขออธิษฐานหยุดการกินยาและขอให้พระองค์รักษาข้าพเจ้าด้วย…"
นี่ออกจะเป็นคำอธิษฐานที่ห้าวหาญสักหน่อย แต่ทว่า...จากวันที่ 9 กันยายน 2001 ที่ข้าพเจ้ารับเชื่อพระเยซูคริสต์เป็นต้นมา ถึงวันที่ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ (พฤษภาคม 2002 ) ข้าพเจ้าไม่ได้แตะต้องขวดยาทั้งสองขวดอีกเลย ในวันที่ 10 และ 11 กันยายน 2001 (วันที่เกิดเหตุวินาศกรรมตึก World Trade Center ในสหรัฐอเมริกา) ยังมีอาการของโรคกำเริบขึ้นมา แต่ข้าพเจ้าเชื่ออย่าง มั่นคงเสียแล้วว่าพระเจ้าทรงสถิตย์อยู่กับข้าพเจ้าและจะทรงเป็นผู้รักษา ข้าพเจ้า ไม่ใช่ยา ข้าพเจ้าจึงได้แต่อดทนและอธิษฐานในใจ… ซึ่งข้าพเจ้าขอบอกว่าหลายครั้งทีเดียวที่ข้าพเจ้าอธิษฐานอย่างผิดๆถูกๆเนื่องจากข้าพเจ้าเป็นคริสเตียนใหม่...
และในที่สุด โรคอันทรมานเรื้อรังหลายปีก็หายหน้าไปจากชีวิตข้าพเจ้าด้วยพระคุณและพระ เมตตาของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า...พระองค์ได้ปลดปล่อยข้าพเจ้าจากมารที่กักขังข้าพเจ้าไว้ด้วย โรคภัยและยา ข้าพเจ้าขอสรรเสริญพระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์ อาเมน.