พุทธ คริสต์ อิสสลาม เหมือนหรือต่าง โดย ชัยรัตน์ จิตต์แก้ว
ขอเรียนถามคุณชัยรัตน์ครับ ผมเองได้อ่านบทความทาง website แล้วจึงเกิดข้อสงสัยหลายประการ เช่น ศาสนา ยิว คริสต์ อิสลาม เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกันแท้ ๆ แต่ต้องมาเข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิง ดินแดน สงครามครูเสดระหว่างชาวคริสต์กับชาวมุสลิมเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนแม้ ว่าพระพุทธเจ้าท่านจะเป็นเพียงมนุษย์ก็ตามแต่ท่านได้วางแบบที่ดีในการดำเนิน ชีวิตที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลัง พระเยซูศาสดาที่ยิ่งใหญ่ก็เช่นกัน ท่านก็เป็นคนดี (ศาสนาอิสลามเชื่อว่าท่านเป็นศาสนทูตองค์ที่ 24 ของพระผู้เป็นเจ้า) จนกระทั่งศาสนทูตองค์ที่ 25 ปรากฎขึ้นคือ ท่าน นบี โมฮัมหมัด ซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นศาสดาองค์สุดท้ายและถ้าใครมาแอบอ้างเป็นศาสดาอีก ชาวมุสลิมถือว่าเป็นศาสดาปลอม ผมเชื่อว่าพระเจ้าเที่ยงแท้คืออัลเลาะห์มีแต่องค์เดียว ครับ
คุณ Nattapong Jaruns ที่นับถือ
..ผม ยินดีตอบในฐานะที่ถูกถาม แต่ผมต้องขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้เป็นนักปราชญ์หรือนักวิชาการด้านศาสนา เปรียบเทียบ และไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์สากลด้วยดังนั้นสิ่งที่ผมจะแบ่งปันต่อไปนี้ จึงเป็นเพียงความรู้เท่าหางอึ่งที่ผมได้รับรู้มาในช่วงเวลาแห่งการแสวงหา ความจริงในชีวิตของผม ขอให้ถือว่าในหมู่มนุษย์ที่นับถือพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวกันนี้ (คุณกับผม) นี่เป็นอาหารฝ่ายจิตวิญญาณที่เราจะแบ่งปันกันก็แล้วกันครับ...
ขอพูดเรื่องพุทธศาสนาก่อนเพราะผมเคยเป็นพุทธมาก่อน... คำสอนของพระพุทธเจ้า (เจ้าชายสิทธัตถะ) เป็นคำสอนที่ดีเลิศที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะค้นคว้าหาคำตอบได้ในช่วงชีวิตหนึ่งของเขา… พระพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ประมาณ 80 ปี หรือ ไม่เกิน29,200 วัน ในช่วงเวลาสองหมื่นกว่าวันนี้ มหาบุรุษผุ้นี้ได้ใช้จิตใจของตนเองเป็นห้องค้นคว้าวิทยาการทางจิตมากกว่า มนุษย์คนใดๆในโลก ความรู้ที่ท่านมีนั้นมากมายมหาศาลจนกระทั่งว่าท่านไม่สามารถนำออกมาสอนได้ หมด ท่านเคยบอกว่าสิ่งที่ท่านสอนนั้นเปรียบเสมือนกับใบไม้ประดู่ลายเพียงกำมือ เดียวเมื่อเทียบกับความรู้ที่ท่านมีมากเสมือนใบไม้ประดู่ลายทั้งป่า... แต่ การที่ผู้เรียนจากท่านจะได้รับผลในชีวิตอย่างที่ท่านได้รับนั้นก็มีทางเดียว คือต้องทำตัวเลียนแบบท่านทั้งหมด จะมามัวทำงานหากินเลี้ยงลูกเมีย หรือนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ หรือจะไปพักร้อนนอนเล่นริมทะเลอ่านหนังสือเล่มโปรดตามไลฟ์สไตล์ของเราเองก็ คงไม่ได้ ... พูดง่ายๆว่าชีวิตนี้มันสั้นนัก เวลามีน้อย ต้องมุ่งปฏิบัติทั้งกายและจิตมุ่งนิพพานหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดให้ ได้... การดำเนินชีวิตนอกเหนือจากการมุ่งนิพพานล้วนไม่ใช่เป้าหมายที่ควรส่งเสริมใน ชีวิตมนุษย์ ถ้าจะว่ากันเป็นรูปธรรมอย่างอุดมคติก็คือต้องออกบวชไปอยู่ป่าอยู่กับ ธรรมชาติแล้วเดินตามรอยธรรมที่ท่านได้ชี้บอกทางไว้จนกระทั่งไปสุดทางก็จะได้ รับผลด้วยตนเอง... แต่คนในโลกทุกวันนี้มีหกพันสามร้อยกว่าล้านคนแล้ว (6,300+ ล้าน) ป่าเขาลำเนาไพรที่เป็นธรรมชาติจริงๆก็เหลือเพียงน้อยนิด มนุษย์เอามาสร้างรีสอร์ตส่งเสริมการท่องเที่ยวกันเป็นส่วนใหญ่แล้ว ดังนั้นแนวทางที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ทำไว้ให้เราดูก็ทำท่าว่าจะเป็นไปไม่ได้ จริง นอกจากนั้นแล้วการดำเนินชีวิตด้วยการขอกินก้อนข้าวตก (ความหมายของคำว่าบิณฑบาตร) ก็เป็นไปไม่ได้เพราะไม่ค่อยมีคนมีเวลาตื่นตีสี่ตีห้ามาหุงข้าวใส่บาตรกัน แล้ว ที่สำคัญ...คนหกพันกว่าล้านคนถ้าออกบวชหมดเพื่อเปลี่ยนโลกให้เป็นสังคม อุดมคติแบบพุทธก็เห็นทีจะยากหรือเป็นไปไม่ได้อีก เพราะจะไม่มีคนทำนา ไม่มีคนปั่นไฟฟ้า ไม่มีคนขับรถขยะ ฯลฯ...
ดัง นั้นผมสรุปของผมเองว่าทั้งผมและคุณน่าจะมองไม่เห็นภาพตัวเองทิ้งบ้าน เรือนออกบวชมุ่งไปให้สุดทางที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ชี้ไว้เลย คนอีกหลายพันล้านคนในโลกนี้ก็ไม่น่าจะมองเห็นเช่นกันเพราะการมองภาพใหญ่แบบ โชคชะตาของมนุษยชาตินั้นไม่มีใครเชื่อว่าเป็นไปได้จริงที่แนวทางแบบพุทธจะ เป็นคำตอบในทางปฏิบัติของมนุษยชาติ... ทำไมล่ะ ? ... ก็เพราะว่าธรรมชาติที่ติดตัวมนุษย์มานั้นมันเป็นธรรมชาติบาป ซึ่งไม่ได้ชอบการขัดเกลาด้วยระเบียบวินัย แต่วิถีแบบพุทธอาศัยระเบียบวินัยทั้งทางกายและทางจิตอย่างเอาจริงเอาจัง พูดง่ายๆแนวทางของพุทธเป็นแนวทางฝืนธรรมชาติสำหรับมนุษย์ส่วนใหญ่ ดังนั้นพุทธศาสนาจึงขยายตัวต่อเนื่องไปตลอดไม่ได้... นี่แหละพุทธศาสนาแท้ๆแบบดั้งเดิมจึงค่อยๆหดเล็กลงไปเรื่อยๆ ในระยะยาวแนวโน้มก็คงกลายสภาพไปปนกับลัทธิอื่นๆอย่างที่มีศัพท์ในพุทธศาสนา เรียกว่าสัทธรรมปฏิรูป คือสัจจธรรมของเจ้าชายสิทธัตถะได้ถูกปฏิรูปไปตามถิ่นต่างๆในโลก... อีก ประการหนึ่ง การจะเป็นชาวพุทธที่ได้รับผลในอุดมคติต้องอาศัยความเชื่ออย่างแรงกล้ามาก ด้วย... เชื่ออะไร? ก็ต้องเชื่อว่าสิ่งที่เจ้าชายสิทธัตถะได้ค้นพบนั้นเป็นความจริงและสมควรเอา อย่าง นี่เป็นการเชื่อและไว้วางใจในปัญญาของมหาบุรุษผู้นี้ที่สานุศิษย์ต้องมีให้ ศัทพ์ชาวพุทธเรียกว่าต้องมี "ตถาคตโพธิสัทธา" คือเชื่อในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่เชื่อว่านิพพานมีจริงก็คงไม่มีใครตัดใจทิ้งลูกเมียออกบวชได้ และในเส้นทางการบวชก็ต้องถูกทดลองจิตใจมากมาย ถ้าทำไม่ได้ตลอดจริงก็จะเข้าทำนอง โลกก็ช้ำ-ธรรมก็ขุ่น คือล้มเหลวทั้งทางโลกและทางธรรม...
สรุปว่าพระพุทธเจ้าได้สอนสิ่งที่ดีแต่มีมนุษย์ไม่มากนักที่ทำได้ เหมือนนักเขียนกฎหมายได้ออกกฎหมายมามากมายแต่ไม่มีใครทำได้ทุกข้อ เหมือนคำแนะนำของแพทย์ให้ทำตัวอย่างนั้นดี กินอย่างนี้ดี พักผ่อนอย่างนี้ดี แต่คนไข้ก็ทำไม่ได้... ความรู้เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ใช่ว่าคนมีความรู้แล้วจะทำตามที่รู้ได้... คนที่รู้แต่ทำตามสิ่งที่ตนรู้ไม่ได้ก็มีผลลัพธ์เท่ากับคนที่ไม่รู้และไม่ได้ ทำ ... ไม่ต่างกัน...
ทีนี้ก็ขอเล่าเรื่องของพระเจ้าของเราบ้าง... เป็นความจริงว่า พระเจ้าเที่ยงแท้มีพระองค์เดียว พระองค์เป็นพระเจ้าของศาสนายิว ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ... อิสลามเรียกพระนามพระเจ้าว่าพระอัลเลาะห์ แต่ยิวดั้งเดิมบอกว่าพระนามพระเจ้าสูงส่งและบริสุทธิ์เกินกว่าที่มนุษย์ผู้ บาปจะออกปากเรียกพระองค์ได้ จึงใช้ตัวอักษรพยัญชนะฮีบรูมาเขียนเรียงกัน ถอดความเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “YHWH” ถ้าเป็นไทยก็คงได้เป็น “ยหวห” ... เวลาคนยิวออกพระนามพระเจ้าก็ใส่เสียงสระกันเอง ก็ได้เป็น ยะโฮวาห์ เยโฮวาห์ หรือ ยาห์เวห์ ... และหลายๆคนก็ใช้เรียกเบี่ยงไปเลยไม่เรียกตรงๆเช่นเรียกว่า จอมเจ้านาย หรือพระเจ้าจอมโยธา ฯลฯ
ในสมัยก่อนพระเยซูเกิดนั้นพวกยิวที่เคร่ง ศาสนาก็มีความแตกแยกกันในเชิงภาพรวมของชีวิตอยู่แล้ว พวกหนึ่งเชื่อว่ามีการฟื้นคืนชีวิตหลังความตาย อีกพวกหนึ่งเชื่อว่าตายแล้วตายเลยไม่มีการฟื้น ... ทั้งสองพวกก็นับถือพระยาห์เวห์องค์เดียวกันนั้นแหละ แต่มีความเชื่อปลีกย่อยหลายอย่างไม่เหมือนกัน... การเชื่อหลายๆอย่างที่ไม่เหมือนกันนี้แหละที่ทำให้ทะเลาะกันและฆ่ากัน อย่างเบา หน่อยก็คือการแตกแยกกันออกเป็นคณะนิกาย จนถึงสมัยพระเยซูคริสต์ สภาพดังกล่าวก็ยังมีอยู่ และบางพวกบางคณะก็สร้างกรอบความประพฤติที่ไม่ยุ่งกับใครแต่ออกไปทางฤาษีชี ไพรที่เรียกตัวเองว่าเป็น “นาศี” ของพระเจ้า... ยอห์นผู้ให้บัพติศมาก็น่าจะอยู่ในกลุ่มนี้ (ท่านนุ่งผ้าขนอูฐ อาศัยในทะเลทราย กินน้ำผึ้งป่าและจั๊กจั่นเป็นอาหาร) เข้าใจว่าพวกเหล่านี้คงใช้ชีวิตภาวนาพระเจ้าเป็นส่วนใหญ่คล้ายๆการออกบวชหา ทางหลุดพ้น หากแต่คณะเหล่านี้ยึดมั่นในพระเจ้าสูงสุด (“ยหวห”) แทนที่จะทรมานตนเองเพื่อหาทางหลุดพ้นแบบเจ้าชายสิทธัตถะ...
พระ เยซูคริสต์ไม่ได้เป็นเพียงศาสดาหรือประกาศกอย่างที่พระเจ้าเคยได้ใช้ประกาศก คนอื่นๆ เพราะลำพังการถือกำเนิดก็ต่างกับมนุษย์ธรรมดาแล้ว... พระเจ้าเคยสร้างมนุษย์ผู้ชายคนแรก (อาดัม) จากดิน (ไม่มีพ่อแม่) เคยสร้างผู้หญิงคนแรก (เอวา) จากกระดูกซี่โครงของมนุษย์ผู้ชายคนแรก (ไม่มีพ่อแม่เหมือนกัน) หลังจากนั้นพระองค์สร้างมนุษย์อีกมากมายผ่านเซลล์สืบพันธุ์ของผู้หญิงและ ผู้ชายทั้งสิ้น (ทุกคนมีพ่อแม่) นี่รวมทั้งบรรดาประกาศก (Prophets) หรือผู้เผยพระวจนะทุกคนในโลกด้วย... ยกเว้นพระเยซูคริสต์... พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์พิเศษขึ้นอีกครั้งหนึ่งโดยใช้เฉพาะร่างกายมนุษย์ ผู้หญิงแต่ไม่ได้ใช้เซลล์สืบพันธุ์ของมนุษย์ผู้ชาย... โลกจึงได้รู้จักเยซูแห่งนาซาเร็ธ... เรื่องนี้ปรากฎอยู่ในพระคัมภีร์อัลกุรอาน (Koran) อย่างชัดเจนเช่นกัน
ความจริงในอัลกุรอานได้เล่าเรื่องพระเยซู (เรียกชื่อว่า “นบีอีซา”) ไว้พิศดารกว่าในไบเบิ้ลซึ่งพวกชาวคริสต์เองกลับไม่ค่อยรู้กัน เช่น พระองค์ได้ลุกขึ้นจากเปลหรือกระด้งที่นอนอยู่หลังจากคลอดใหม่ๆเพื่อกล่าวแก้ ต่างให้มารดาของพระองค์ (มารีย์ หรือที่อัลกุรอ่านเรียกว่า “มัรยัม”) ท่านกล่าวแก้ต่างให้มารดาในเรื่องที่มีหญิงชาวบ้านมาเยาะเย้ยว่านางท้องไม่ มีพ่อโดยท่านยืนยันจากในเปลว่านี่เป็นอัศจรรย์ของพระเจ้าสูงสุด อีกตอนหนึ่งคือพระเยซู (นบีอีซา) ปั้นดินเป็นรูปนกแล้วระบายลมหายใจเข้าไปในรูปนกดินนั้นแล้วนกก็มีชีวิตบินไป ได้ ซึ่งแสดงว่าพระองค์คือพระเจ้าเพราะไม่มีใครในโลก ที่สร้างชีวิตได้แม้กระทั่งนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันก็สร้างชีวิตไม่ได้ ผู้สร้างชีวิตได้คือพระเจ้าเท่านั้น อีกตอนหนึ่งที่สำคัญในอัลกุรอานคือการกล่าวว่าในวันพิพากษาโลกนั้น พระอัลเลาะห์จะทรงมอบหมายให้นบีอีซา (พระเยซู) เป็นผู้เข้ามาตัดสินมนุษย์ นี่แสดงให้เห็นชัดว่านบีอีซาเป็นมากกว่ามนุษย์ธรรมดา... ลองนึกภาพดูว่าพระเจ้าผู้ทรงยุติธรรมได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมา มนุษย์ทุกคนเป็นสมบัติที่พระองค์สร้างขึ้นมาเอง เวลาที่ใครจะพิจารณาตัดสินใจเพื่อเก็บสิ่งที่สร้างไว้หรือจะทุบทิ้งนั้นเป็น ไปได้หรือที่ผู้สร้างจะไม่เป็นผู้พิจารณาเอง แต่จะให้สิ่งที่ถูกสร้างเป็นผู้ตัดสินใจแทน... แค่นี้แหละที่ใครที่ได้อ่านอัลกุรอานจะเห็นได้ว่านบีอีซาหรือพระเยซูนี้ไม่ ใช่มนุษย์ธรรมดาแน่... ผมไม่ใช่อิสลามแต่เมื่อได้อ่านก็ยังคิดและเห็นภาพอย่างที่เล่ามานี้...
สรุป ว่าเยซูชาวนาซาเร็ธไม่น่าจะเป็นมนุษย์ธรรมดา ท่านได้เกิดในศาสนายิว นับถือพระเจ้า “ยหวห” แต่ท่านไม่ได้ตายเพื่อศาสนายิว การที่ท่านตายเพราะนักการศาสนายิวจับไปฟ้องร้องและให้ฆ่านั้นน่าจะทำให้เรา ได้ฉุกใจคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ถือศาสนายิวในเวลานั้น...
หลัง จากพระเยซูคริสต์ถูกจับตรึงกางเขนแล้ว ต่อมาพวกนับถือศาสนายิว (ชาวยิว) ก็แตกฉานซ่านเซ็นไปหลายที่ในโลก กล่าวเฉพาะในตะวันออกกลางเองก็ได้ปนเปกับคนอาหรับต่างเผ่าไปไม่น้อยเหมือน กัน ... คนยิวไปที่ไหนก็นำความเชื่อในพระ “ยหวห” ติดตัวไปด้วยแต่พฤติกรรมของพวกเขาหลายๆคนไม่ได้คงเส้นคงวานัก เช่นปากพูดว่านับถือพระเจ้า สวดมนต์ได้คล่องปรื๋อแต่ก็อาจจะเมาแอ๋ให้คนเห็นอยู่บ่อยๆ ท่านมูฮัมหมัด (ภายหลังคือนบีมูฮัมหมัด) ซึ่งมีธรรมชาติจิตเป็นผู้ฝักใฝ่ในพระเจ้าและสันติภาพในหมู่มนุษย์ อย่างบริสุทธิ์ใจก็ได้เห็นความไม่เอาไหนของการนับถือพระเจ้าของพวกยิว พวกคริสเตียน และความเชื่ออื่นๆรอบๆตัวท่าน เวลานั้นความเชื่อแบบพราหมณ์ก็ได้แพร่ไปในตะวันออกกลางมากเช่นกัน พวกนี้เชื่อในเทพเจ้าหลายองค์ แต่ท่านมูฮัมหมัดเชื่อ ในพระเจ้าองค์เดียวเหมือนยิวแต่ไม่นับถือในวัตรความประพฤติของยิวที่ทำตัว แบบมือถือสากปากถือศีล (เหมือนพวกสันติอโศก เชื่อในพระพุทธเจ้าแต่ไม่เชื่อในระบบการปกครองของมหาเถรสมาคม จึงออกไปตั้งนิกายใหม่ของตัว) ในเวลานั้นมีทั้งคนที่นับถือพระเจ้าด้วยความเชื่อแบบยิวดั้งเดิมและมีผู้ นับถือพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์หรือพวกคริสเตียนเกิดขึ้นแล้ว ท่านมูฮัมหมัดซึ่งฝักใฝ่ในพระเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์ก็คงหนักใจไม่น้อยว่าตัว ท่านเองจะไปทางไหน ในที่สุดท่านก็ได้ขึ้นไปปลีกวิเวกอธิษฐานภาวนาต่อพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวใน ถ้ำบนภูเขาและท่านได้รับโองการหรือปัญญาญาณจากพระเจ้าโดยตรงทำให้ท่านเข้าใจ ความเป็นไปต่างๆที่ท่านหนักใจใคร่ครวญอยู่ ในที่สุดก็เกิดเป็นนิกายใหม่ของผู้นับถือพระเจ้าพระองค์เดิม (“ยหวห”) ขึ้นมา ภายหลังจึงเรียกตนเองว่าอิสลามหรือพวกสงบสันติ... อิส ลามเรียกพวกยิวว่าพวกคัมภีร์ หรือพวกวันเสาร์ โดยที่พวกยิวไปธรรมศาลาในวันเสาร์ และเรียกพวกคริสเตียนว่าพวกวันอาทิตย์ เพราะโบสถ์คริสเตียนจะเปิดเฉพาะวันอาทิตย์ ส่วนพวกอิสลามเองถือได้ว่าเป็นพวกวันศุกร์เพราะไปสุเหร่าในวันศุกร์ ... ต่อมาได้มีการพัฒนาวัตรปฏิบัติในชีวิตของผู้ติดตามท่านมูฮัมหมัดขึ้นมาโดย ลำดับ ตามสัจจธรรมที่ท่านได้รับการเปิดเผยจากพระเจ้าจนมีความชัดเจนและบันทึกไว้ เป็นหลักฐานเป็นอัลกุรอานก็เกิดเป็นชุมชนอิสลามขึ้นมาในโลก เป็นชุมชนที่นับถือพระเจ้าสูงสุดองค์เดียวกับยิวและคริสเตียนแต่ไม่ยอมทำ เหมือนอย่างยิวและอย่างคริสเตียน คงเป็นตัวของตัวเอง...
กาล เวลาผ่านไป แต่ละนิกายความเชื่อถึงแม้จะนับถือพระเจ้าสูงสุดองค์เดียวกัน แต่นั่นคือโลกแห่งจิตวิญญาณเท่านั้น ในโลกวัตถุทางกายภาพกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ... ในโลกวัตถุนั้นแต่ละกลุ่มความเชื่อต่างก็ต้องปกป้องความเชื่อของตนเองไว้ การปกป้องความเชื่อนี่เองเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดข้อขัดแย้งต่อสู้และทำ สงครามกัน แย่งชิงทั้งดินแดนและแย่งชิงเพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกในความเชื่อ นี่ยังไม่รวมถึงการต่อสู้เพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ในทางวัตถุ ทางการทหาร การเมืองในระดับความสัมพันธ์ของรัฐต่อรัฐเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบของการนำ ตามภูมิรัฐศาสตร์ในท้องถิ่นต่างๆ...
ผมเชื่อในแผนการณ์ที่ เป็นภาพรวมของพระเจ้า พระเจ้าทรงให้มนุษย์เกิดขึ้นและสืบสายพัฒนากันออกไปเป็นหลายเผ่าพันธุ์ก็คง มีเหตุผลแบบของพระเจ้า ซึ่งเราไม่เข้าใจชัดเจน เหมือนกับทรงสร้างม้าขึ้นมาในโลกก็ยังให้มีการแตกแขนงออกเป็นหลายๆม้า เช่น ม้าเทศ ม้าลาย ม้าแกลบ ฯลฯ ม้าแต่ละม้าก็มีรสนิยมในอาหารที่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ถึงจะกินหญ้าได้เหมือนกันแต่ก็ยังชอบหญ้าต่างชนิดกัน... มนุษย์ที่แตกออกไปหลายชนชาติก็คงต้องการอาหารและกระบวนการทางจิตวิญญาณไม่ เหมือนกันเสียทีเดียวทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าทั้งหมดจะมีพระเจ้าพระองค์เดียวกันเป็นศูนย์กลางก็ตาม... เราไม่รู้อย่างแท้จริงว่าทำไมพระเจ้าทรงยอมให้มีการแตกแยกรุนแรงระหว่างผู้ ที่นับถือพระองค์คือพวกยิว พวกคริสเตียน พวกอิสลาม ... คำตอบที่เราพยายามจะประมวลรวบรวมกันส่วนใหญ่ก็อ้างเรื่องเชื้อสายของอิสอัค กับอิสมาแอล ซึ่งปรากฎมาตั้งแต่พระคัมภีร์ห้าเล่มแรกของยิว ซึ่งคริสเตียนก็รับเอามา และอิสลามก็รับเอาไปด้วย ... พวกคริสเตียนก็อ้างว่าลูกหลานอิสอัคคือลูกหลานแห่งพันธสัญญาแท้นั่นคือการ พิสูจน์เรื่องพระเยซู ส่วนพวกอิสลามก็ยืนยันว่าผู้พยากรณ์แท้จะเกิดจากเชื้อสายของอิสมาแอล นั่นคือการพิสูจน์เรื่องของศาสดามูฮัมหมัด... เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หากจะเถียงแบบไม่ยอมกันและกันแล้วก็คงทะเลาะกันไม่จบ และคงทำให้บันดาลโทสะถึงฆ่ากันได้ สำหรับผมแล้วยอมรับว่าเรื่องนี้เกินกำลังสติปัญญาต่ำๆของมนุษย์อย่างผมที่จะ ยืนยันหรืปฏิเสธโดยไม่ให้มีความขัดแย้งตามมา จึงขอละไว้ให้คนที่สนใจประเด็นนี้คิดใคร่ครวญเอาเอง... แต่ผมมั่นใจว่าพระเจ้าทรงมีแผนการณ์ไว้แล้วอย่างชัดเจน...
ผมเชื่อ ว่าในยุคสุดท้ายของโลกนั้น ทั้งหมดจะเหลือเพียงภาพเดียว ถ้าพูดในมิติของศาสนาก็จะต้องมีศาสนาเดียว เป็นศาสนาที่ยอมรับในพระเจ้า “ยหวห” พระองค์นี้ ถึงแม้ใครจะเคยเรียกพระองค์ด้วยชื่ออะไรก็ตามทีเถิด ส่วนศาสนาที่ไม่ได้ยอมรับพระเจ้านั้นต้องต่อสู้ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อการอยู่ รอดในสังคมมนุษย์ แต่ในที่สุดก็จะไม่รอดเพราะศาสนาที่ยอมรับพระเจ้าไม่สามารถตอบสนองความ รู้สึกที่ลึกที่สุดของมนุษย์ธรรมดาๆอย่างชาวบ้านร้านตลาดได้ เพราะหากต้องการความลึกระดับนั้นก็ต้องปลีกตัวทิ้งสังคมปกติออกไปเป็นนักบวช ซึ่งทุกคนทำไม่ได้...
โลกทัศน์ของผมเองเป็นอย่างนี้... ในระหว่างศาสนาที่นับถือพระเจ้า “ยหวห” ด้วยกัน ในยุคสุดท้ายก็จะเหลือเพียงวิถีแห่งคริสต์ศาสนากับวิถีอิสลามที่บริสุทธิ์ (อิสลามที่คลั่งศาสนาแบบหัวชนกำแพงก็จะอยู่ไม่รอดเหมือนกันเพราะขัดความจริง ในธรรมชาติของมนุษย์) ศาสนาสุดท้ายของมนุษย์ต้องตั้งอยู่บนการยอมรับความจริงแห่งธรรมชาติของ มนุษย์และเป็นทางแห่งความเล้าโลมใจมนุษย์ได้ทุกคน ทุกเวลา ทุกเพศ ทุกสภาวะชีวิต... ที่สำคัญเป็นศาสนาที่พระเจ้าเป็นผู้วางกรอบไม่ใช่มนุษย์เป็นผู้วางกรอบ และเป็นศาสนาที่ไม่ซับซ้อนจนกระทั่งต้องเป็นนักคิดนักปราชญ์เท่านั้นที่จะ ดำเนินชีวิตตามได้จริง... ศาสนาแท้ของพระเจ้าสำหรับมนุษยชาติจะเป็นศาสนาที่เรียบง่าย และเผยสำแดงอำนาจ และศักยภาพอันไม่มีใครเทียบได้ของพระเจ้า ไม่ใช่ศาสนาที่เป็นที่สำแดงศักดิ์ศรีของมนุษย์ในการเอาชนะธรรมชาติที่พระ เจ้าทรงสร้างขึ้นมา พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะทรงเคลื่อนไหวปรากฎ สำแดงอัศจรรย์มากขึ้นเรื่อยๆเพื่อสอนความจริงแท้แก่มนุษย์ที่ยอมรับพระองค์ ด้วยพระองค์เอง ความรู้ในตำราแบบนักวิชาการศาสนาจะลดความสำคัญลงไปเรื่อยๆ เพราะนั่นเป็นเพียงเงาแห่งความสัมพันธ์ ในขณะที่ประสบการณ์ความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าจะเข้มข้น ขึ้น...
ธรรมชาติของมนุษย์คือต้องการชีวิตที่มีความสุขด้วยวิถีทาง ที่ง่ายๆไม่ซับซ้อน เป็นความสุขที่เป็นจริงได้ในทุกขณะ ไม่จำป็นต้องแบ่งชีวิตเป็นเพศสภาวะ เช่นเป็นนักบวชหรือเป็นฆราวาส เป็นชีวิตที่มีสัมพันธภาพโดยตรงระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ไปพ้นกฎเกณฑ์ทางขนบประเพณีที่กลุ่มชาติรัฐใดๆตั้งขึ้นมาเพื่อคงไว้ซึ่ง เอกลักษณ์ของชนชาติหรือชนเผ่า และไปพ้นจากการถือเคร่งในรูปแบบพิธีกรรมที่ตายตัว เช่นตรุษสารทต่างๆตามห้วงเวลาแห่งประเพณีศาสนา เพราะพระเจ้าไม่เคยต้องการให้มนุษย์นมัสการพระองค์ผ่านกรอบประเพณีที่มนุษย์ ตกลงกันเองหรือพัฒนาขึ้นมาแล้วให้ลูกหลานแต่ละรุ่นทำตามๆกันไปโดยไม่รู้จัก ความหมายที่มาที่ไป... แท้จริงแล้วพระเจ้าต้องการการนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริงแท้แห่งหัวใจ ของมนุษย์ต่างหาก… ศาสนายิวนั้นถึงแม้จะยึดมั่นกับพระเจ้า “ยหวห” แต่ก็คงไม่สามารถแพร่หลายไปแบบกว้างขวางปกคลุมโลกได้เพราะศาสนายิวถูกผูกติด ไว้กับชนชาติยิวเท่านั้น นี่อาจจะเป็นรูปแบบเฉพาะที่พระเจ้าทรงกำหนดให้ชาวยิวก็ได้ ใครจะรู้ ... ผม เชื่อว่าในวันหนึ่งนบีอีซา (พระเยซูคริสต์) จะกลับเข้ามาในโลกนี้อีกครั้งหนึ่งเพื่อการตัดสินสภาพที่ผ่านมา เพราะทั้งไบเบิ้ลและอัลกุรอานได้บันทึกไว้เหมือนกัน ในวันนั้นเราจะได้รู้ว่าสัมพันธภาพระหว่างเรากับพระเจ้า “ยหวห” แบบไหน และอย่างไรที่จะได้รับการรับรองโดยพระเจ้าในสวรรค์...
แต่ ก่อนที่จะไปถึงวันสุดท้ายของยุค เราก็คงจะยังได้เห็นมนุษย์ผู้นับถือพระเจ้า “ยหวห” องค์เดียวกันนี้แหละได้จับอาวุธเข่นฆ่ากันเองเพื่อปกป้องความเชื่อของกลุ่ม ของตนเอง เราไม่รู้ว่าปลายทางแห่งจิตวิญญาณของเขาที่เต็มใจตายเพื่อพระเจ้าในเหตุผล และกรอบความคิดแบบของเขาคือที่ใดกันแน่ (แต่ละศาสนาก็มีความเชื่อของตนเองต่างกัน) พระเจ้าเท่านั้นที่ทรงรู้... แต่สิ่งที่เราควรกำหนดในใจก็คือ เราต้องยอมรับการมีอยู่ของศาสนาทุกศาสนาในโลกปัจจุบัน ดังนั้น ใครเป็นพุทธแท้ๆก็จงขวนขวายเป็นผู้ปฏิบัติขัดเกลาตนเองแบบพุทธให้สุดทาง (มุ่งนิพพานให้ถึง อย่าเป็นเพียงพุทธในทะเบียนบ้านหรือไว้กรอกตอนสมัครงานเท่านั้น) เพื่อให้สุดทางและบรรลุสิ่งที่ตนเองเชื่อ ใครเป็นอิสลามแท้ๆก็จงยึดมั่นในพระเจ้าพระอัลเลาะห์และสันติภาพแห่งวิถีอิส ลามไว้ให้มั่นคงตามความเชื่อของตน ใครเป็นคริสเตียนแท้ๆก็จงรักพระเจ้า “ยหวห” อย่างสิ้นสุดจิตใจและจงรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง... จากนั้นเราทุกคนก็รอเวลาเดียวกัน... ซึ่งวันนั้นและโมงนั้นไม่มีใครรู้ แม้ นบีอีซา (พระเยซูคริสต์) ก็ไม่รู้ พระเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่รู้... ส่วน คนที่เป็นพุทธเทียม คริสเตียนเทียม หรืออิสลามเทียม คือคนที่ไม่อยู่กับร่องกับรอยที่ควรจะอยู่ พวกนี้เราหวังอะไรไม่ได้มากนักและแถมยังเป็นตัวก่อปัญหาอีกด้วย เราต้องช่วยกันคัดท้ายคนเหล่านี้ให้กลับเข้ามาอยู่ในร่องในรอยที่ควรจะอยู่ เพื่อเห็นแก่สันติสุขของโลก ทั้งนี้เราต้องทำเท่าที่กำลังของเราจะเอื้ออำนวย ...
ผมไม่แน่ใจว่า ที่เขียนมาย่อๆตามกำลังปัญญาต่ำๆแบบนกกระทาบินได้เพียงเรี่ยยอดหญ้าจะตอบคำ ถามที่คุณหิวกระหายหาคำตอบหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขอให้มั่นคงในความเชื่อที่คุณมีอยู่ และขอให้รักในสันติภาพในหมู่มนุษย์ก็พอแล้วที่เราจะอยู่รอ วันนั้นและโมงนั้น... วันพิพากษาใหญ่... อย่างสงบใจด้วยกัน...
สันติจงมีแด่คุณและขอพระเจ้าทรงอวยพระพรคุณในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์.
ชัยรัตน์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น