คำพยาน คุณเวทิต โชควัฒนา
คุณเวทิต โชควัฒนา
กรรมการผู้จัดการ บ.ซันร้อยแปด จก., บ.ไทยคิวบิคเทคโนโลยี จก. - กรรมการ บมจ.สหพัฒนพิบูล
ผมเป็นคริสเตียนตั้งแต่เด็ก ผมไปโบสถ์ , เรียนพระคัมภีร์ , อยู่โรงเรียนคริสเตียน สมัยมัธยมปลายผมเป็นถึงประธานกลุ่มคริสเตียนของโรงเรียนและได้นำกิจกรรมคริสเตียนต่างๆในโรงเรียน
แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยความเชื่อของผมก็เปลี่ยนไป ผมเริ่มมีความสนใจในดาราศาสตร์ อ่านหนังสือเกี่ยวกับการกำเนิดของจักรวาล พร้อมกับการที่รู้สึกว่าตนเองนั้นโตแล้ว มีความรู้มากแล้ว เข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ จึงมีความคิดว่าเรื่องราวในพระคัมภีร์ที่เรียนมาตั้งแต่เด็กมันไม่น่าจะเป็นความจริง ได้ ผมไม่สามารถที่จะเชื่อพระคัมภีร์อีกต่อไปได้ ผมศึกษาที่ประเทศอเมริกา ดำเนินชีวิตแบบไม่มีพระเจ้า
พอเรียนจบปริญญาตรีต่อปริญญาโทเริ่มทำงานในบริษัท ผมก็มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก คิดว่าตัวเองเป็นผู้รู้และทำได้ในทุกเรื่อง เมื่อบริษัทเกิดปัญหาต้องเสียธุรกิจสำคัญอันหนึ่งไป ผมจึงมีความมุ่งมั่นจะหาธุรกิจใหม่ โดยเดินทางไปอเมริกาเพื่อติดต่อเสาะหาธุรกิจ
ผมได้พบน้องชายที่เพิ่งจะเรียนจบได้พูดคุยและพบว่าชีวิตเขาได้เปลี่ยนไป น้องชายผมพูดเรื่องพระเจ้า ผมจึงสั่งสอนน้องว่าสมัยที่ผมเชื่อพระเจ้า นั้นเป็นช่วงที่ผมอยู่มัธยม ตอนนี้เขาโตแล้วเรียนจบด้านวิศวะจากมหาวิทยาลัยทำไมจึงยังเชื่อเรื่องแบบนี้อีก ผมกับน้องชายถกกันด้วยเหตุและผลอยู่นาน ผมเริ่มรู้สึกว่าเหตุผลของผมที่จะบอกว่าไม่มีพระเจ้านั้นเริ่มมีไม่พอและเหตุผลของการมีพระเจ้าแบบที่พระคัมภีร์เขียนไว้เริ่มฟังดูเข้าท่าขึ้น แต่ด้วยความที่ผมก็รู้พระคัมภีร์ดีกว่าน้องชายเวลานั้นเสียอีกแถมยังรู้เรื่องการเรียนการงานการธุรกิจดีกว่าเขา และด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นพี่ ผมจึงยอมรับเหตุผลของน้องชายไม่ได้
ผมใช้เวลาในอเมริกาทำการงานหาธุรกิจใหม่ แต่แล้วอยู่ดีๆ ผมก็ปวดหน้าซีกขวาอย่างมากปวดจนชากินยาก็ไม่หายต้องอยู่แต่ในบ้านออกไปหาหมอ หมอก็บอกว่าไม่เป็นอะไร คุณแม่ผู้ซึ่งเป็นคนพาผมไปโบสถ์ตั้งแต่เด็กทราบเรื่องโทรมาจากเมืองไทยบอกให้อธิฐานผมรู้สึกรำคาญกับความคิดนี้ ผมคิดว่าเป็นความคิดของคนอ่อนแอที่ไม่พึ่งตนเอง อะไรอะไรก็ขอพระเจ้า
ผมเลื่อนกำหนดการเดินทางกลับเพราะผมคิดว่าแรงกดของบรรยากาศเวลาเครื่องบินลงน่าจะเกี่ยวข้องกับอาการป่วยนี้ ประมาณ5 วันผ่านไป ความปวดไม่ลดลง ผมทรมานแล้วเริ่มคิดว่า ไม่ว่าผมจะรู้มากหรือเก่งมากขนาดไหน ( ผมคิดว่าผมเก่งในขณะนั้น ) แต่ถ้าต้องนอนปวดแบบนี้ผมคงทำอะไรไม่ได้ ความรู้ความเก่งไร้ประโยชน์จริงๆ
ผมเลื่อนกำหนดการเดินทางกลับเพราะผมคิดว่าแรงกดของบรรยากาศเวลาเครื่องบินลงน่าจะเกี่ยวข้องกับอาการป่วยนี้ ประมาณ5 วันผ่านไป ความปวดไม่ลดลง ผมทรมานแล้วเริ่มคิดว่า ไม่ว่าผมจะรู้มากหรือเก่งมากขนาดไหน ( ผมคิดว่าผมเก่งในขณะนั้น ) แต่ถ้าต้องนอนปวดแบบนี้ผมคงทำอะไรไม่ได้ ความรู้ความเก่งไร้ประโยชน์จริงๆ
ผมเริ่มคิดอีกทีว่า “ หรือว่าพระเจ้ามีจริง?” พระองค์อาจจะต้องการเรียกผมกลับมาในทางของพระองค์ รับใช้พระองค์อย่างที่เคยทำสมัยมัธยม ผมคิดอย่างเด็กดื้อว่าถ้าพระองค์จะเรียกผมทำไมไม่รอจนตอนผมอายุ60 ปีก่อน ตอนนี้อายุผมยังไม่30 ปีเลย ผมยังต้องการทำงาน ผมต้องการจะประสบความสำเร็จ สนุกสนาน และเที่ยวเล่น
วันสุดท้ายที่ในอเมริกาผมให้น้องชายขับรถพาไปซื้อของก่อนกลับ ผมยังปวดหน้าอยู่นั่งกุมหน้าอยู่ในรถ ความทรมานทำให้ใจผมถ่อมลง ผมอธิฐานกับพระเจ้าเป็นครั้งแรกหลังจากเกือบ13 ปี ที่ผมทิ้งพระองค์มา ผมบอกพระเจ้าว่า “ ตกลงพระเจ้าผมยอมแล้วมันเจ็บเหลือเกินขอพระองค์รักษาด้วยในนามพระเยซู เอเมน” สิ้นคำอธิฐานผมเอามือกุมหัวด้านขวา ความรู้สึกซ่านร้อนวิ่งผ่านหัวลงไปถึงสันหลัง ทันใดนั้นผมเริ่มรู้สึกว่าฟันด้านบนกับฟันด้านล่างมันสัมผัสกัน ( มันปวดชาจนไม่รู้สึกมานานมาก ) ผมหายแล้วไม่ปวดแล้ว ผมตกใจมาก ผมเพิ่งขอจากพระเจ้า ขอปุ๊บหายปั๊บ ไม่ต้องรอยาออกฤิทธิ์ ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากซาบซึ้งจนน้ำตาไหล ผมเชื่อพระเจ้าอีกหน ไม่ใช่เพราะเหตุผลแต่เพราะพระองค์ทรงเรียก
ผมหยิบหนังสือของน้องชายหลายเล่มเพื่ออ่านระหว่างเดินทางกลับ หนังสือเช่น “ Scientific Approach To Christianity” และ “Genesis & Cosmos” ผมพบว่าเหตุผลของพระเจ้าดังก้องอยู่ทั่วไป ความจริงของพระเจ้ามีเหตุมีผลมากกว่าทฤษฎีใดๆ ความจริงของพระองค์ต้องการเพียงความถ่อมใจยอมรับความจริงแล้วพระองค์จะนำเราเข้าไปสู่ความจริงที่สมบูรณ์
ไม่ใช่ทุกคนที่มาเชื่อพระเจ้าจะมีประสบการณ์แบบผม แท้จริงแล้วประสบการณ์ของแต่ละคนนั้นหลากหลายมาก คุณไม่จำเป็นต้องท้าทาย หรือรอให้พระเจ้าเรียกแบบแรงๆ พระเยซูบอกให้เราเข้าหาพระองค์แบบเด็กๆ ผมรู้จักหลายคนที่เก่งกว่าผม มีความรู้มากกว่าผมและประสบความสำเร็จในชีวิตการงานและครอบครัว แต่เชื่อพระเจ้าทันทีเมื่อเขาได้ยินเรื่องพระเจ้า พระเจ้าเรียกเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน วันนี้เวลานี้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่ที่ใด ตำแหน่งใด อาชีพใด พระองค์กำลังเรียกคุณ เรียกคุณเข้ามาพบความจริง การค้นคว้าของมนุษย์จะทำให้ความเชื่อต่างๆเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด ทฤษฎีในโลกนี้วันหนึ่งอาจถูกล้มล้างด้วยทฤษฎีใหม่ แต่ความจริงของพระเจ้าสมบูรณ์ และเป็นจริงทุกยุคทุกสมัย
ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ของพระองค์มาเรียกผมให้พบความจริงนี้ จากวันนั้นผ่านไปสิบกว่าปีแล้วผมยังเดินติดตามพระเจ้าเที่ยงแท้เสมอ พระองค์นำชีวิตผมมาตลอด มีเรื่องดีๆเกี่ยวกับความจริงของพระองค์ที่ผมและคริสตชนทุกคนพร้อมจะบอกกับคุณ เข้ามาพบความจริงนี้กันเถอะครับ
ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ของพระองค์มาเรียกผมให้พบความจริงนี้ จากวันนั้นผ่านไปสิบกว่าปีแล้วผมยังเดินติดตามพระเจ้าเที่ยงแท้เสมอ พระองค์นำชีวิตผมมาตลอด มีเรื่องดีๆเกี่ยวกับความจริงของพระองค์ที่ผมและคริสตชนทุกคนพร้อมจะบอกกับคุณ เข้ามาพบความจริงนี้กันเถอะครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น